เพราะตระกูลของเธอนั้นคิดลองดีกับตระกูลเขา
ทุกอย่างจึงตกอยู่ที่เด็กสาวที่อายุเพียงแปดปี
"ทางนั้นส่งตัวเด็กคนนี้มา
ส่วนพ่อแม่เด็กคนนี้หนีไปได้ครับ"
คุซาคาเบะพูดขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์จากบนผืนฟ้ายามราตรีเท่านั้น
ดวงตาสีเข้มยังคงจับจ้องไปที่นายของตนในเงามืด นัยน์ตาสีนิลเปรยตามองไปที่ข้างกายลูกน้องของตน
ร่างเล็กๆที่สูงเลยเข่าของคุซาคาเบะมาหน่อยนั้นถูกผ้าสีขาวคลุมปิดบังใบหน้าไว้พร้อมกับข้อมือที่ยังไม่ได้รับการปล่อยจากการพันธนาการแต่อย่างใด
ชายหนุ่มสีผมรัตติกาลไม่ต่างจากสีผืนฟ้าในตอนนี้เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างขัดใจ
ฮึ
นี่พวกนั้นคิดว่าตระกูลฮิบาริต้อยต่ำขนาดจะยอมใจอ่อนเพราะเด็กคนนึงงั้นเหรอ?
"เธอยังเด็กอยู่เลยครับ
ผมเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเธอดี"คุซาคาเบะเริ่มอธิบายอย่างหายใจไม่ทั่วท้อง
เพราะตนนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนาย
เพราะคำสั่งนั่นคือหากพบคนในตระกูลนี้ให้ฆ่าให้หมด....ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว
ก็ช่วยไม่ได้ อยากมายุ่งเกี่ยวกับตระกูลฮิบาริเอง
ฮิบาริ
เคียวยะสาวเท้าเข้ามาใกล้ร่างน้อยๆตรงหน้าเขา
แต่ก็ทำให้เขาแปลกใจเพราะอีกฝ่ายนั้นกลับไม่มีอาการสั่นกลัวเขาแต่อย่างใด
ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปใกล้แล้วถอดผ้าคลุมสีขาวนั่นออก
เผยให้เห็นใบหน้าเล็กแสนอ่อนหวาน ใบหน้าเนียนขาวซีดราวกับหิมะนั้นตัดกับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตแสนเหม่อลอย
"ไม่กลัวหรือไง?"
มัจจุราชหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ
ทุกทีเมื่อมีเหยื่อมาอยู่เบื้องหน้าเขาต่างก็ต้องหวาดกลัวร้องขอชีวิตไปเสียทุกราย
แต่นี่กลับทำให้เขาประหลาดใจ....ทั้งๆที่ยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่กลัวเขาเลย
"ทำไมฮารุต้องกลัวพี่ชายด้วยล่ะคะ
พี่ชายไม่ได้ทำอะไรฮารุซะหน่อย อีกอย่าง....ถึงพี่ชายจะทำ
มันก็คงไม่เท่ากับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำกับฮารุไว้หรอกค่ะ"ช่วงท้ายเสียงหวานก็ค่อยๆเบาลง
เพราะมันทำให้เด็กตัวน้อยนึกถึงภาพที่พ่อแม่เธอผลักตัวเธอออกมา....แล้วก็พากันหนีไปโดยทิ้งเธอไว้เบื้องหลังเพียงลำพัง
ทั้งๆที่ทุกคนต่างพากันบอกว่ารักเธอ แต่ทำไมถึงผลักไสเธอแบบนี้ล่ะ....
"ตามหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้
แล้วพาตัวพวกเขามาหาผม"ฮิบาริไม่สนใจว่าความทรงจำของเด็กน้อยน่าสงสารคนนี้จะน่าเศร้าเพียงใด
เขาหันหลังกลับโดยไม่ลืมที่จะหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิทของตน
"ละ...แล้วเด็กคนนี้ล่ะครับ?"เจ้าของเสื้อกักคุรันไม่ยอมตอบ
แต่ทันใดนั้นเขาก็กลับรู้สึกได้ถึงแรงน้อยๆที่ฉุดรั้งเขาไว้
"อย่านะคะ....ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นฮารุ
พวกท่านต้องโกรธมากแน่ๆ อย่าพาพวกท่านมาที่นี่เลยนะคะ"มือทั้งสองที่ถูกพันธนาการไว้คว้าชายเสื้อกักคุรันไว้แน่น
ดวงตาแสนเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของชายหนุ่มจับจ้องมาที่เด็กสาวไม่วางตา
คุซาคาเบะเองก็เริ่มใจไม่ดีใจหนึ่งก็กลัวว่าเด็กตัวน้อยจะเป็นอะไรไป
แต่อีกใจก็กลัวว่าหากตนเข้าไปขวางชีวิตของเขาอาจไปก่อนเด็กคนนี้ก็ได้!
"ปล่อย"
บุรุษในเงามืดเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ
สุดท้ายแล้วเหยื่อก็ยังเป็นเหยื่ออยู่วันยังค่ำ
ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ต้องก้มขออ้อนวอนเขาไปเสียทุกราย
อีกอย่างไม่มีใครสามารถมาสั่งเขาได้ทั้งนั้น
เด็กสาวผมหางม้าที่ยุ่งไม่เป็นทรงค่อยๆคลายมือออกอย่างกล้าๆกลัวๆ
สายตาที่มองมาที่เธอนั้นไม่ต่างอะไรกับนัยน์ตาของหมาป่าแสนดุร้าย ส่วนตัวเธอนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับหนูน้อยหมวกแดงที่หมาป่าพร้อมจะกัดกินเธอตลอดเวลา
"ตะ..แต่คุณเคียวครับ! เรื่องนี้คุณท่านบอกว่าให้คุณเคียวเป็นคนดูแลเด็กคนนี้นะครับ!"
สองขายาวของชายหนุ่มชะงักไปในทันที
คุซาคาเบะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเพราะประโยคต่อจากนี้นั้นมันช่างแสนเจ็บปวดเหลือเกิน
เขาเหลือบไปมองเด็กสาวตัวเล็กที่ยืนข้างกาย เขารู้ว่าเธอคงยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้
แต่สำหรับนายของเขานั้นคงเข้าใจความหมายของมันดี คนผมรีเจนท์กำมือแน่นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไร้ทางเลือก....
"จนกว่าจะถึงเวลานั้น...คุณท่านจะเรียกเธอเองครับ"
ฮิบาริเงียบ...จริงอยู่ที่ว่าไม่มีใครสามารถมาออกคำสั่งเขาได้ทั้งนั้น
แต่ผู้ชายคนนั้นก็คงต้องเป็นข้อยกเว้นไป
ถึงแม้เขาไม่เต็มใจนักแต่เพราะอีกฝ่ายนั้นมียศศักดิ์เป็นถึงพ่อมันซึ่งนั้นมันช่างบีบเขาเสียเหลือเกิน
ชายหนุ่มค่อยๆหันกลับมามองเด็กสาวที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เชยคางน้อยๆนั้นให้เงยขึ้นสบตาเขา
"ไหนว่าเธอไม่กลัวผมไง"
เสียงทุ้มเอ่ยถาม
สายตาของเด็กน้อยที่มองมาที่เขานั้นช่างดูหวาดกลัวเขาเสียเหลือเกิน
ฮารุพยายามจะเบือนหน้าหนีแต่ฮิบาริกลับบีบแก้มนุ่มๆในมือไว้แน่น
เด็กสาวเผลอร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
เด็กตัวเล็กๆอย่างเธอมิอาจปิดซ่อนความรู้สึกในตอนนี้ได้แต่มีหรือที่ฮิบาริจะสนใจ
"ลำบากหน่อยนะ
แต่ดูท่าเธอต้องกลัวผมแล้วสิ"
รอยยิ้มแสนเยือกเย็นนั้นฮารุจำได้ไม่มีวันลืม
ทั้งๆที่คิดว่าบนโลกนี้คนที่จะใจร้ายกับเธอคงมีเพียงแต่พ่อแม่เธอเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับมีชายเบื้องหน้าในตอนนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน วันเวลาล่วงเลยผ่านไปได้เกือบสิบปี...ฮารุเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอมาอยู่กับชายคนนี้ได้นานขนาดนี้แล้วเชียว
แต่สำหรับเธอนั้นเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน ทุกๆวันช่างเหมือนเดิม
ได้แต่อยู่ภายในห้องอับๆที่มีเพียงแสงที่ลอดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างเล็กๆก็เท่านั้น
โซ่ที่ถูกพันธนาการไว้ก็เหมือนเดิม...มันยังคงรั้งเธอไว้ไม่ให้เธอหนีไปไหนเหมือนกับวันแรกที่เธออยู่ที่นี่
เด็กช่างจ้อที่ชื่อว่าฮารุนั้นได้หายไป
ตอนนี้เธอราวกับเป็นคนละคน ก็อยู่ตัวคนเดียวภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆแบบนี้จะให้เธอพูดกับใครกันล่ะ...อีกอย่างดูการกระทำของชายคนนั้นที่ทำกับเธอ
ทำอย่างกับเธอนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของเขา
ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรกับเขาเสียดีกว่า
ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยมองไปยังประตูเบื้องหน้าเช่นทุกครา ประตูบานนี้จะเปิดวันละเพียงสามหนเท่านั้น
คือเมื่อตอนที่คุซาคาเบะนำอาหารมาให้เธอครบสามมื้อ
และหลังอาหารมื้อสุดท้ายนั้นเธอก็จะได้รับอนุญาตให้ไปอาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัวของเธอได้
ให้ตายสิ...นี่พวกเขาเห็นเธอเป็นนักโทษหรือไงนะ...
หญิงสาวสะดุ้งตัวเฮือกเมื่อได้ยินเสียงไขกุญแจจากด้านนอก
เธอเริ่มรู้สึกใจเต้นเร็วด้วยความตื่นตระหนกเพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารมื้อต่อไปที่คุซาคาเบะต้องเข้ามาเป็นประจำ
ทำให้เธอมั่นใจว่าคนที่จะเข้ามานั้นเป็นใครกัน! ฮารุเริ่มลนลานทำอะไรไม่ถูก
เธอมองซ้ายมองขวาก็เหลือบไปเห็นผ้านวมสีขาวข้างกายที่เธอห่มกันความหนาวทุกค่ำคืน
มือเรียวรีบคว้ามันมาคลุมรอบตัวแล้วหลับตาปี๋ไม่อยากรับรู้อะไรใดๆทั้งสิ้น!
เสียงประตูที่ถูกเปิดเข้ามาดังขึ้นทำเอาฮารุเผลอสะดุ้งตัว
แต่ก็พยายามห้ามไม่ให้ร่างกายของเธอนั้นสั่น เสียงฝีเท้านั้นก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆในขณะที่ภายในใจหัวใจดวงน้อยยังภาวนาไม่ยอมหยุด
ฮารุไม่อยู่ที่นี่! ฮารุไม่อยู่ที่นี่!
ฟึ่บ!
ผ้านวมนุ่มสีขาวถูกเลิกขึ้นทำเอาฮารุเผลอร้องกรี๊ดออกมา
แต่มือเรียวก็รีบปิดใบหน้าของตนไว้แน่น เธอไม่อยากเห็นหน้าเขา ไม่! ข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ถูกมือแกร่งกระชากออกอย่างไร้ความปราณีทำให้ฮารุเห็นใบหน้าแสนคมคายที่อยู่ใกล้เกินกว่าเธอจะจินตนาการถึง
ริมฝีปากบางของอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ออกมา
"คิดจะหลบหน้าผมงั้นเหรอ?"
ฮารุรู้สึกจุกทันทีกับคำพูดแสนแทงใจของเขา
เขาคือชายคนที่กักขังเธอที่นี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา! หญิงสาวไม่ยอมตอบกลับเลือกที่จะดิ้นไปมาให้อีกฝ่ายนั้นปล่อยเธอ
เสียงโซ่กระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้องแคบ ยิ่งขัดขืนชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกสนุก สนุกที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่านั้นกำลังพยายามดิ้นรนหนีราวกับสัตว์ตัวน้อยเวลาติดกับดักของนายพรานเข้า
"เธอก็รู้
ว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่ได้ผล"ฮิบาริรวบมือที่เล็กกว่าทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว
ฮารุเบิกตากว้างภายในใจเริ่มสั่นไหวอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นว่าตนนั้นเริ่มไร้ทางหนี
แต่ทันใดนั้นเธอก็แทบหยุดหายใจเมื่อเห็นคนชุดสูทตรงหน้านั้นแตะที่ข้อมือของเธออย่างแผ่วเบา
"ดูสิ
แดงหมดแล้ว"
ตึกตัก
ตึกตัก...
เสียงหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างช้าๆ
เธอไม่เคยเห็นฮิบาริทำแบบนี้กับเธอมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ใบหน้าของเขาในตอนนี้ไม่ว่าจะผ่านมาราวเกือบสิบปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของเขานั้นลดลงเลย
กลับดูดีมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เส้นผมสีดำราวเส้นไหมนั้นที่เคยปรกใบหน้าตอนนี้ก็ได้ถูกตัดออกจนทำให้เห็นใบหน้าของเขาชัดมากยิ่งขึ้น
เสื้อกักคุรันทีเคยพาดบ่ากว้างเป็นประจำแต่ตอนนี้ก็กลับกลายเป็นสูทพอดีตัวแทน
ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่เสียเหลือเกิน
บางทีฮารุก็ไม่ชอบ...ที่เขาดูเป็นผู้ใหญ่แบบนี้....
ฮิบาริที่กำลังมองข้อมือฮารุอย่างพิจารณาก็เหลือบเห็นหญิงสาวที่ยังไม่เลิกละสายตาไปจากเขา
ชายหนุ่มนึกแปลกใจที่ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นดูเศร้าหมองเหลือเกิน
แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา
ก็ตลอดที่ผ่านหลายปีที่ผ่านมา...เธอไม่เคยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มเลยนี่
"ถ้าคราวหลังยังทำให้เป็นแผลอีกล่ะก็
ผมตัดข้อมือเธอทิ้งแน่"ฮารุสะดุ้งตัวขนลุกซู่! เธอรีบส่ายหน้าไปมาจนแทบเวียนหัวแล้วดึงข้อมือตัวเองออกแล้วจับมันแน่นอย่างหวงแหน
สำหรับเธอผู้ชายคนนี้พูดจริงทำจริงเสมอ!
"พอลองมองๆดูแล้ว
ก็เกือบสิบปีได้แล้วสินะที่เธออยู่ในห้องนี้น่ะ"ฮิบาริมองไปรอบห้องทรงสี่เหลี่ยมก่อนสายตาจะมาหยุดที่หญิงสาวตรงหน้า
ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตาของเธอนั้นตัดกับพื้นสีหม่นภายในห้องแห่งนี้
เขายอมรับว่าเธอโตขึ้นมาก แต่ก่อนห้องนี้คงใหญ่ไปสำหรับเธอ
แต่ตอนนี้คงต้องคิดเสียใหม่
"ตามมาสิ"ฮารุกระพริบตาปริบๆ
เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ฮิบาริต้องการจะสื่อ โดยเฉพาะรอยยิ้มนั่น
เธอไม่เคยเข้าใจมันเลยสักครั้งว่ามันหมายความว่ายังไงกัน คราวนี้ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนฮารุแทบจะถอยหนีไม่ทัน
"จะตามมาดีๆหรือจะให้ผมอุ้มไปดีล่ะ?"หญิงสาวไม่ตอบเธอรีบพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นตามเขาไปแต่โดยดี
ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อจนลามไปถึงใบหูด้วยความอาย เธอมักจะหน้าแดงเสมอเวลาอยู่กับฮิบาริ
เพราะแบบนั้นไงล่ะถึงทำให้เขาพอใจนัก
"ตั้งแต่วันนี้ไปห้องนี้คือห้องของเธอ"ฮิบาริถอยตัวออกฮารุก็เบิกตากว้าง
ห้องนี้ถึงมันจะไม่กว้างใหญ่มากนักแต่ถ้าเทียบกับที่เธอเคยอยู่มานั้นช่างกว้างเหลือเกิน
อีกทั้งยังมีข้าวของอำนวยความสะดวกมากมายอย่างที่เธอไม่เคยได้รับ
ฟูกนอนนิ่มสีขาวถูกวางปูไว้บนเสื่อทาทามิชั้นดี และยังมีตู้เสื้อผ้าที่เตรียมชุดสำหรับเธอไว้อีกมาก
ฮารุตื่นเต้นกับสิ่งตรงหน้าอย่างลืมตัวว่าฮิบารินั้นยังยืนอยู่ในห้องนี้ด้วย
ชายหนุ่มไม่ว่าอะไรเขาเพียงแต่จับจ้องไปที่ร่างบางโดยที่เจ้าหล่อนไม่รู้ตัว
รอยยิ้มน้อยๆของหญิงสาวนั้นทำให้เขายิ้มตามออกมา
ถึงจะเป็นรอยยิ้มเล็กๆ
แต่เขาก็ไม่เคยคิดมาก่อน...ว่ารอยยิ้มนั่นจะทำให้เขารู้สึกดีขนาดนี้
เหมือนฮารุจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนนั้นถูกจับจ้องก็เกร็งนิดหน่อยเหมือนสติเพิ่งกลับมา
เธอมองไปรอบๆห้องนี้อีกครั้งแล้วหันมาหาที่ฮิบาริ
หญิงสาวเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันนิดหน่อย
นี่เขายกห้องนี้ให้ฮารุจริงๆงั้นเหรอ
เขาต้องการอะไรกันแน่?
"ถ้าไม่อยากอยู่นักก็เชิญกลับไปอยู่ที่เดิมแล้วกัน"ฮารุสะดุ้งตัวทันทีที่อีกฝ่ายคล้ายจะรู้ความคิดเธอ
ฮารุรีบหันหลังหนีแล้วไปสนใจกับอย่างอื่นแทนราวกับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่
นิ้วเรียวค่อยๆจิ้มไปที่ฟูกแสนนิ่มตรงหน้าอย่างมีความสุข
ก็นะ...เธอไม่ได้นอนฟูกนิ่มๆแบบนี้มานานมากแล้วนี่นา
"แตะแค่นั้นจะไปรู้สึกอะไรล่ะ"ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อคนตัวสูงผลักเธอนอนราบไปกับฟูกโดยไม่ทันตั้งตัว
ข้อมือเล็กทั้งสองที่ถูกพันธนาการไว้ถูกตรึงเหนือศีรษะไว้แน่นจนฟูกยุบลงไป
เสียงหัวใจดวงน้อยเต้นดังจนฮารุเจ็บหน้าอกไปหมด
เธอพยายามจะเบือนหน้าหนีเพราะไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายแต่ฮิบาริกลับใช้มืออีกข้างจับใบหน้าเธอให้สบตาเขา
บรรยากาศในตอนนี้มันเหมือนกับวันแรกที่เราได้เจอกัน
แต่มัน...มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
"รู้ไหมว่ายิ่งทำหน้าแบบนี้
มันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสนุกน่ะ"ชายหนุ่มยิ้มถาม แต่ฮารุไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั่น
ฮิบาริโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหัวใจฮารุแทบหยุดเต้น จังหวะที่ริมฝีปากบางเฉียดแก้มขึ้นสีระเรื่อของหญิงสาวฮารุก็เผลอร้องออกมา
"ฮาฮิ!"คนชุดสูทนิ่งไปในทันที
เขาค่อยๆถอยใบหน้าออกมาขณะที่ฮารุเบิกตาโตเพราะตนเองนั้นตกใจจนลืมตัวจึงทำให้เผลอส่งเสียงร้องออกไปแบบนั้น
ใบหน้าที่ขึ้นสีอยู่แล้วก็ขึ้นสีมากกว่าเดิม
"หืม......ยอมพูดแล้วงั้นเหรอ?"ฮารุไม่ตอบ ริมฝีปากหวานเม้มเข้าหากันแน่น ไม่! เธอสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีทางพูดกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด!
ฮิบาริมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
แววตาแสนโกรธเคืองของฮารุนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวเลยสักนิด
ชายหนุ่มจับปลายผมสีน้ำตาลของหญิงสาวจรดริมฝีปากอย่างถือวิสาสะ
นัยน์ตาคมราวกับมีดยังคงไม่ละสายตาไปจากร่างบางใต้ร่าง
"เสียงของเธอต่างจากวันแรก....ผมชอบมัน
พูดอีกสิ"
ฮารุสะบัดหน้าปฏิเสธแทนคำตอบ
แต่มีหรือที่คนอย่างฮิบาริอยากได้อะไรแล้วจะไม่ได้น่ะ เขาเปลี่ยนจากปลายเส้นผมไปจับริมฝีปากนุ่มของเธอแทน
ใบหน้าแสนคมคายก้มเข้าไปใกล้โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยคำเตือนให้กับหญิงสาว
"ถ้าเธอไม่ยอมพูด
คงรู้สินะว่าผมจะทำอะไร...."
"ฮาฮิ!! หยุดเดี๋ยวนี้นะคะฮิบาริซัง!!"
อ้ะ....
ฮารุรีบผลักอีกฝ่ายแล้วเอามือกุมหน้าตัวเองไว้แน่น! ฮิบาริที่ยังคงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่จึงยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ
แต่รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นฮารุเอาแต่เอามือปิดหน้าไม่กล้าสู้หน้าเขา
แต่ถึงจะปิดยังไงใบหน้าที่หวานช่ำนั่นก็ไม่อาจปกปิดสีแดงบนใบหน้าให้มิดได้
ฮารุอุตส่าห์พยายามมาตั้งหลายปี
แบบนี้มันโกงกันชัดๆนะคะ!
"ว้าว...นี่คงเป็นครั้งแรกเลยสินะ
ที่ผมได้ยินเธอเรียกชื่อผมน่ะ"ฮารุแทบอยากจะร้องไห้เพราะฮิบารินั้นดึงมือเธอออกอย่างง่ายดาย
ริมฝีปากหวานเม้มเข้าหากันแน่น "ปล่อยฮารุเดี๋ยวนี้นะคะฮิบาริซัง!"
"คุณเคียวครับคือว่า...!! คะ..คุณฮารุ!"
คุซาคาเบะอ้าปากค้างจนแมลงแทบบินเข้า
ภาพที่เขาเห็นมันอะไรกันเนี่ย!! นี่นายเขาก็อายุยี่สิบกว่าแล้วแต่กำลังจะทำมิดีมิร้ายกับเด็กที่อายุห่างกันจนแทบจะเป็นพี่น้องกันได้อย่างคุณฮารุเนี่ยนะ!!!
ไม่นะไม่! คุณเคียวของกระผมจะต้องไม่เข้าคุกเด็ดขาดนะครับบบ!!!
ฮารุรีบสลัดข้อมือออกจากฮิบาริ
เธอหันไปมองค้อนอีกฝ่ายหน่อยๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮิบาริรู้สึกกลัวหรือสำนึกแต่อย่างใด
เขากลับเอื้อมมือไปขยี้หัวฮารุจนเสียทรงก่อนจะลุกขึ้นไปตรงหน้าลูกน้องคนสนิทของตนที่ยังไม่หยุดจินตนาการไปไกล
ฮิบาริที่เห็นว่าคุซาคาเบะยังไม่ยอมพูดอะไรก็ถึงกับขมวดคิ้วอย่างขัดใจ
"มีธุระอะไรเท็ตสึ"
ถ้าเข้ามาขัดจังหวะเขาโดยเหตุผลไร้สาระล่ะก็เขาไม่ไว้ชีวิตหมอนี่ไว้แน่
"อ้ะ! ครับ! มีสายแจ้งมาน่ะครับ บริเวณแถวโกดังร้างทางตัวซ้ายของเมืองครับ
แล้วก็วันนี้คุณท่านเรียกพบน่ะครับ"คุซาคาเบะรีบรายงานตามหน้าที่ตัวเองทันทีที่ดึงสติกลับมาได้
แต่พอถึงประโยคท้ายนั้นชายผมรีเจนท์ก็นิ่งไปครู่ใหญ่
เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาแล้วตัดสินใจพูดต่อ
"คุณท่านบอกว่าอยากทานมื้อค่ำด้วยกันน่ะครับ"
ฮิบาริเงียบไม่ยอมพูดอะไร
ซึ่งคุซาคาเบะเข้าใจดีว่าหากพูดถึงเรื่องนี้นายตัวเองนั้นคงขัดใจเป็นแน่
แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ...ก็อีกฝ่ายนั้นเป็นพ่อของตนนี่นา...ต่อให้ไม่ชอบขี้หน้าอยากจะฆ่ากันให้ตายสักแค่ไหน
แต่ก็เป็นถึงพ่อลูกกัน
ชายผู้ได้ขนานนามว่ามัจจุราชนั้นกระตุกยิ้มขึ้นอย่างขบขัน
อยากทานมื้อค่ำด้วยกันงั้นเหรอ...ฮึ ช่างเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นจริงๆ
เขาแทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับชายคนนั้นครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กัน
ฮิบาริหันกลับไปมองที่ฮารุอีกครั้งจนสาวเจ้านั้นเผลอสะดุ้งตัวด้วยความตกใจ
แต่เขากลับเผยรอยยิ้มออกมาก่อนจะพูดอะไรสักอย่างโดยไม่ส่งเสียงใดๆออกมาแล้วเดินออกไป
แต่ถึงแม้ฮารุจะไม่ได้ยินเสียงเธอก็รู้ว่าเมื่อครู่นั้นชายหนุ่มพูดว่าอะไร
'คราวหน้าเธอหนีผมไม่รอดแน่'
จู่ๆหญิงสาวก็หน้าแดงแปร๊ดยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศ
ฮารุรีบส่ายหน้าไปมาเพื่อเรียกสติตัวเอง แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าคุซาคาเบะนั้นมายืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเธอเสียแล้ว
รอยยิ้มแสนอ่อนโยนเผยออกมายามเมื่อได้มองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของร่างบาง
"คุณเคียวพามาที่ห้องนี้ใช่ไหมครับ?"ฮารุพยักหน้ารับเบาๆ
ถึงแม้จะรู้ว่าคุซาคาเบะนั้นใจดีกับเธอมาโดยตลอด แต่ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม
คงเพราะดวงตานั่น...ดวงตาคมที่แสนอ่อนโยนแต่ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจซ่อนได้
"คุณคุซาคาเบะ...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ...."คุซาคาเบะเป็นเพียงคนเดียวในเรือนนี้ที่ฮารุจะยอมพูดด้วยตั้งแต่วันแรกที่ได้มาอยู่ที่นี่
ชายคนนี้ราวกับเป็นชายที่ดูแลเธอเยี่ยงพ่อ ถึงอาจจะฟังดูเป็นการเปรียบเทียบบ้าๆ
แต่ทุกอย่างที่เขาทำให้ฮารุนั้นเขาทำด้วยความจริงใจ...จริงใจมากกว่าพ่อแท้ๆ...
คุซาคาเบะเมื่อได้ยินดังนั้นน้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลซึม
เขายกแขนเสื้อสูทขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆพลางยิ้มหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เป็นไร
คุซาคาเบะหันกลับมามองที่ฮารุอีกครั้ง...คุณฮารุโตขึ้นมาก...ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆอีกต่อไปแล้ว
เวลานั้น......มาถึงแล้ว
"คุณฮารุคงสงสัยมากเลยสินะครับ
ว่าทำไมจู่ๆคุณฮารุถึงย้ายมาอยู่ที่ห้องนี้ได้"ฮารุพยักหน้ารับเบาๆ ถึงแม้จะดีใจอยู่บ้างแต่ความสงสัยก็ยังคงไม่จางหาย
คุซาคาเบะหลับตาลงทั้งรอยยิ้มแล้วเอื้อมมือไปจับเส้นผมทัดใบหูอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
ใช่...เขาเคยทำแบบนี้เมื่อครั้งหญิงสาวตรงหน้ายังเด็กนัก
เพราะนายของตนนั้นเกลียดการสุมหัวกับคนอื่น การดูแลเด็กสาวจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของเขาไป
ถึงจะเป็นเพียงแค่คนรู้จักแต่ตอนนี้เธอก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเขาไปแล้ว
อ่า....ความรู้สึกเวลาคุณฮารุต้องจากคุณพ่อคุณแม่ไปนั้นเป็นแบบนี้เองสินะ
"ผมไม่แน่ใจว่าคุณฮารุยังจำคำพูดของผมในวันนั้นได้หรือเปล่า...แต่นี้มันคือคำสั่งของคุณท่านครับ"
คุซาคาเบะสะอื้นออกมาอย่างอ่อนแอ
น้ำตาลูกผู้ชายไหลหยดแล้วหยดเล่าอย่างมิอาจฝืนได้แต่เขาก็พยายามพูดไม่ให้น้ำเสียงสั่นเครือให้ได้มากที่สุด
ห้องอาหารชั้นบนสุดของโรงแรมบรรยากาศเงียบสนิท
มีเพียงเสียงไวน์ที่ถูกรินใส่แก้วโดยพวกสัตว์กินพืชไร้ประโยชน์ด้านข้างทำเอาฮิบาริขมวดคิ้วอย่างขัดใจ
ที่นี่เงียบจนไม่ต่างอะไรกับห้องสมุดภายในโรงเรียนของเขาเลยสักนิด
ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมอันดับต้นๆที่น่าจะมีผู้คนมาพักไม่ขาดสาย
แต่ที่เงียบไม่มีคนอยู่เลยแบบนี้คงเพราะฝีมือชายเบื้องหน้าเขาสินะ
ก็ดี
ฮิบาริเองก็ไม่ใช่พวกชอบการสุมหัวอยู่แล้ว
"เคียวยะ
เมื่อไหร่จะพาตัวฮารุมาให้ฉันสักที"
อีกฝ่ายไม่รีรอที่จะอารัมภบทให้เสียเวลา
คนเสื้อเชิ้ตสีหม่นวางส้อมและมีดในมือตนลงบนจานอาหารที่แทบจะไม่ได้แตะเลยแม้แต่นิดเดียว
ฮิบาริลอบมองอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ เป็นไปตามที่เขาคิด
ไอ้คำพูดที่บอกว่าอยากทานมื้อค่ำกับลูกชายนั้นมันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่ทำให้ดูสวยหรูก็เท่านั้น
"ถ้าอยากได้นักทำไมไม่มาเอาไปเองล่ะ"ครั้งนี้ฮิบาริสวนกลับด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวเลยสักนิด
รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์นั่นไม่ได้ทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกอะไร
กลับยกแก้วไวน์ของตนขึ้นหมุนเบาๆ
"ฉันส่งคนไป
แต่ก็ดันมีสุนัขเฝ้ายามคอยเฝ้า"ฮิบาริไม่ตอบ
แต่รอยยิ้มของมัจจุราชหนุ่มนั้นก็ยังไม่จางหาย จนอีกฝ่ายต้องเอ่ยขึ้นเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ
"...คิดจะดื้อกับฉันหรือไง"
เจ้าของเรือนผมสีดำนั้นยังคงไม่ตอบ
กลับปฏิบัติราวกับคำพูดของเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงสายลมที่ผ่านไป
ชายผู้มีอายุมากกว่าวางแก้วไวน์แดงในมือลงแล้วประสานมือทั้งสองไว้ด้านหน้าอย่างหลวมๆ
ถึงจะไม่พอใจขนาดไหนแต่ผู้มีอำนาจนั้นย่อมไม่แสดงอาการใดๆออกมาให้ใครเห็น
โดยเฉพาะต่อหน้าลูกชายตัวแสบคนนี้น่ะ
"ก็ผ้ามันขาว
ใครจะอดใจไหวล่ะ แบบนี้สินะ?"
เพล้ง!!!
ว่าแล้วว่ามันต้องได้ผล
ดวงตาคมเหลือบมองท่าทีของอีกฝ่ายก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ
ต้องยอมรับว่าลูกชายของเขานั้นโตขึ้นมาก
แต่ยังไงซะเรื่องอารมณ์ก็คงจะยังควบคุมไว้ไม่ไหว
ไม่สิ...คงเพราะพูดถึงเรื่องนี้มากกว่าถึงทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่น่ะ
เศษแก้วแตกกระจายไปบนพื้นตามแรงปัดด้วยความโทสะของฮิบาริ
มือแกร่งของชายหนุ่มกำแน่นจนสั่นสะท้าน นัยน์ตาสีนิลที่มักไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาบัดนี้ได้กลายเป็นแววตาแห่งความโกรธแค้น
สายตาของฮิบาริเหลือบเห็นผืนพรมเบื้องล่างที่กำลังถูกเหล้าองุ่นของเขาซึมไปเรื่อยๆ
สีแดงเลือดของความชั่ว...กำลังซึมไปตามสีขาวที่แสนบริสุทธิ์
"หยุดพูดจาไร้สาระสักที
ผมไม่เหมือนกับคุณ"ฮิบาริพยายามไม่คิดฟุ้งซ่านแล้วหันมาเผชิญหน้ากับชายตรงหน้าอีกครั้ง
ซึ่งอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะตื่นตระหนกกับการกระทำที่ไร้มารยาทนั่น
กลับกดเสียงพูดราวกับต้องการจะเตือนมัจจุราชหนุ่มให้รู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังคิดจะเล่นกับใคร
ต่อให้จะเก่งสักแค่ไหน
แต่ก็ต้องตระหนักตนให้รู้เสมอว่าไม่มีทางจะเหนือกว่าพ่อของตนได้
"คุณมันมีเลือดของฉันอยู่ในตัว
ถ้าฉันเลวคุณมันเลวเหมือนกันนั่นแหละเคียวยะ"
"กับแม่ของคุณ....ฉันก็ทำแบบนี้เหมือนกัน"
นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้างกับคำพูดนั่น
คำพูดที่ไร้ยางอายในบาปของตนที่ก่อไว้ บาปที่ไม่มีวันชดใช้ได้หมด
แต่นี่เขากลับจะสร้างบาปใหม่อีกครั้งโดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดบ้างเลยงั้นเหรอ
ฮิบาริรู้ตัวว่าตนนั้นเกิดมาจากความผิดพลาดก็ตอนอายุสามขวบ
แน่นอนว่าเด็กวัยที่ต้องการความอบอุ่นอย่างเขาไม่ควรจะต้องมารับรู้เรื่องราวแสนโหดร้ายพรรค์นี้
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่
เพราะมันทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิตไงล่ะ
เป้าหมายที่จะต้องได้ขย้ำชายผู้ได้ขึ้นชื่อว่าพ่อด้วยสองมือของตัวเอง
เสียงเก้าอี้ดังขึ้นยามชายร่างสูงโปร่งลุก
ชุดคลุมของเขาถูกยื่นให้โดยลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง
เขารับมันมาก่อนจะเปรยตาไปมองที่ลูกชายของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินจากไป
"อีกสามเดือน
ถ้าฮารุยังไม่อยู่กับฉัน ฉันจะไปรับเธอเอง"
มือเรียวจับด้ามแปรงหวีปลายผมที่ประบ่าของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง
ฮารุมองเงาสะท้อนในกระจกตรงหน้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ทั้งเส้นผมที่ได้รับการดูแลนี่
ทั้งชุดยูคาตะสีขาวที่กำลังใส่อยู่ตัวนี้
ทุกอย่างเป็นคำสั่งจากคุณพ่อของฮิบาริซังสินะ....
ที่จู่ๆเขามาทำดีกับฮารุนั้น...เป็นเพียงเพราะลูกชายที่ทำตามคำสั่งของพ่อตัวเอง
เขา...ไม่ได้คิดอะไรนอกเหนือจากนี้
มีเพียงฮารุคนเดียว...ที่คิดเข้าข้างตัวเอง
ครืด
ความคิดหญิงสาวหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงบานประตูที่ถูกเปิดเข้ามา
ดวงตากลมหวานหันกลับไปมองด้านหลังของตนก็พบกับร่างสูงในชุดยูคาตะสีเทาเข้มเกือบดำ
ฮิบาริมองฮารุก็เอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม
"ผมคงไม่ต้องขออนุญาตในบ้านตัวเองหรอก
จริงไหม?"ฮารุไม่ตอบ เธอไม่แม้แต่จะส่ายหน้าปฏิเสธหรือพยักหน้ายอมรับ
ซึ่งทำให้ฮิบารินึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร บางทีสาวเจ้าอาจจะยังโกรธเรื่องเมื่อตอนกลางวันอยู่ก็ได้
สองขายาวสาวเท้าเข้ามาใกล้คนตัวเล็กกว่า
"ชอบห้องนี้หรือเปล่า?"หญิงสาวยังคงเงียบไม่ตอบอะไร แถมยังกลับเบือนหน้าหนีเสียอีก
ทำเอาเส้นประสาทฮิบาริแทบขาดกับท่าทีแสนหยิ่งทะนงของเจ้าหล่อน
"ถ้าไม่ตอบผมจะให้คุณออกไปนอนนอกตัวเรือนแทน"
"ชะ ชอบค่ะ!!"สุดท้ายคนที่อ่อนแอกว่าก็ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่วันยังค่ำ
ขืนจะไม่อยากพูดด้วยมากสักแค่ไหน แต่ยังไงเธอก็ไม่อยากนอนบนพื้นแข็งๆแทนฟูกนิ่มๆหรอกนะ!
ฮิบาริยกสองแขนขึ้นกอดอกแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบาคล้ายกับสมเพชในตัวหญิงสาว
"คุณนี่มันโง่จริงๆเลยนะ"
ฮารุหน้าบึ้งแทนคำตอบ
ใบหน้าหวานขึ้นสีอย่างเขินอายและโกรธอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน เมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอในตอนนี้ก็ทำให้ฮิบารินึกถึงคำพูดที่เขาได้ยินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
คำพูดที่ยังดังก้องในหัวเขาคล้ายกับแผ่นเพลงเสียที่เล่นซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
ก็ผ้ามันขาว...ใครจะอดใจไหวล่ะ
"ฮะ...ฮิบาริซัง....?"หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ
เพราะจู่ๆฮิบาริก็ผลักร่างของเธอไปกับฟูกเบื้องหลัง
สองมือแกร่งนั้นกดไหล่เล็กไว้แน่น นัยน์ตาของเขาในตอนนี้ฮารุไม่อาจคาดเดาความคิดได้
มือเรียวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่นั้นค่อยๆแตะใบหน้าแสนคมคายของอีกฝ่ายเบาๆเพื่อที่ต้องการจะเรียกสติให้กับชายหนุ่ม
แต่การกระทำของเธอนั้นกลับทำให้ฮิบาริเริ่มควบคุมตนเองไม่อยู่
ไม่อยากยกเธอให้ใคร
โดยเฉพาะกับผู้ชายคนนั้น
ดวงตาสีโกเมนเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อถูกมือแกร่งของอีกฝ่ายนั้นฉีกชุดยูคาตะของเธออย่างไร้ความปราณี
หญิงสาวกำลังจะอ้าปากร้องห้ามแต่เสียงก็ขาดหายไปยามเมื่อถูกทาบริมฝีปากลงมา
ทั้งดุดัน...และรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะรับไหว มือทั้งสองพยายามทุบตีอีกฝ่ายจนเกิดเสียงโซ่กระทบกัน
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฮิบาริหยุดแต่อย่างใด รอยแดงคล้ายกับกลีบกุหลาบถูกฝากฝังไปทั่วซอกคอเรียวระหงส์อย่างหวงแหน
แต่ทันใดนั้นมัจจุราชหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ไหลเปื้อนใบหน้าเขา
ฮิบาริค่อยๆถอยใบหน้าออกมา ภาพที่เขาเห็นกลับกลายเป็นมีดที่เสียดแทงหัวใจที่ด้านชา
หยดน้ำตาใสไหลรินอาบปรางค์นวล
ฮารุสะอื้นออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอยกแขนทั้งสองข้างปิดบังใบหน้าที่หวานช่ำ
ไม่แม้แต่จะขัดขืน...เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ไร้ผล ชายคนนี้ไม่เคยสนใจความรู้สึกของเธอเลยสักครั้ง
ฮิบาริค่อยๆเอื้อมมือไปดึงมือหญิงสาวออก
เสียงทุ้มค่อยๆเอ่ยถาม "ร้องไห้ทำไมกัน?"
"แล้วฮิบาริซังทำแบบนี้ทำไมกันคะ?"สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ฮารุเองก็คิดไว้แล้วว่าคงขอเหตุผลอะไรจากชายคนนี้ไม่ได้
ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน...คุณไม่เคยมีเหตุผลให้ฮารุเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"คุณเกลียดฮารุ
ฮารุรู้ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน อีกอย่างยังไงฮารุก็ต้องไปจากที่นี่
แล้วคุณจะทำแบบนี้ทำไมกัน..."
เกลียด....เกลียดคนเอาแต่ใจ....
"ฮิบาริซังไม่คิดว่าฮารุจะรู้สึกเจ็บบ้างเหรอคะ..."
แต่ทำไม.....
ทำไมฮารุถึงต้องรักเขาด้วย....?
"เท็ตสึบอกเรื่องนี้กับเธองั้นเหรอ?"เนิ่นนานอยู่หลายนาทีกว่าชายหนุ่มจะเอื้อนเอ่ย
ฮารุส่ายหน้าเบาๆแล้วเช็ดน้ำตาตนเองเป็นครั้งสุดท้าย
เธอค่อยๆเอื้อมมือไปกุมฝ่ามือที่ใหญ่กว่าของฮิบาริไว้อย่างอ่อนโยน
ถึงจะเกลียดสักแค่ไหน....แต่ฮารุก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงที่มีให้คุณได้
"ฮารุเคยคิดว่าฮิบาริซังใจร้ายพอๆกับคุณพ่อและคุณแม่....แต่ถ้าไม่ได้ฮิบาริซังฮารุก็คงไม่มีวันนี้
ถึงแม้แสงจากหน้าต่างบานเล็กๆที่ฮารุได้เห็นในทุกเช้ามันอาจไม่อบอุ่นเพียงพอ
แต่ถ้าไม่มีฮิบาริซังฮารุก็คงไม่มีวันเห็นมันจนถึงวันนี้"ฮารุมองมือของฮิบาริที่ตนกำลังกุมไว้นั้นก็เพียงแต่ยิ้มออกมาจางๆ
มือนี้...มือที่ฮารุเคยกลัว
แต่กลับเป็นมือที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ฮารุ
"ฮารุรู้ค่ะ...ว่าที่ฮิบาริซังดูแลฮารุมาโดยตลอดนั้นเป็นเพียงแค่หน้าที่"ถึงแม้คำพูดที่พุดออกไปนั้นจะทำให้เธอเจ็บปวดสักแค่ไหน
แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าหวานนั้นก็ยังไม่จางหาย "ทุกคนต่างมีหน้าที่...และตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่ฮารุต้องทำหน้าที่ของฮารุแล้ว"
"ฮารุตัดสินใจแล้ว
พรุ่งนี้ฮารุจะไปพบคุณพ่อของฮิบาริซัง"
บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด
นัยน์ตาของมัจจุราชหนุ่มนั้นเบิกกว้าง เขาไม่เคยนึกกลัวสิ่งอื่นใดมาก่อน
แต่ตอนนี้ความรู้สึกที่เรียกว่าความกลัวนั้นค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้จิตใจของเขา
"...เธอรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา?"
"เธอจะให้ผมยอมรับเรื่องพรรค์นั้นงั้นเหรอ"
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเห็นว่าผมแค่ล้อเล่นงั้นเหรอ
ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญกว่าอะไรเป็นไหนๆ
แต่ผมกลับยึดติดกับเธอ....แต่เธอกลับ...ทำแบบนี้งั้นเหรอ....
มันไม่ตลกเลยนะ
"แต่นั้นจะทำให้ฮิบาริซังมีปัญหากับคุณพ่อ
ฮารุไม่อยากเป็นภาระของฮิบาริซังนะคะ ให้ฮารุได้ทำอะไรเพื่อฮิบาริซังบ้างเถอะค่ะ"รอยยิ้มแสนขมขื่นนั่นช่างไม่เข้ากับเธอเหลือเกิน
ทั้งๆที่อยากได้ยินเสียงเธอพูดมาโดยตลอด
แต่ทำไมตอนนี้เขากลับไม่อยากได้ยินเธอพูดอะไรอีก
ไม่อยากให้เธอคิดแบบนั้น
ไม่อยากให้คิดกับเขาแบบนั้น
"งั้นผมจะขอให้คุณทำอะไรบางอย่าง"ชายหนุ่มที่นิ่งไปพักใหญ่ค่อยๆเอ่ยขึ้น
ฮารุรอฟังอีกฝ่ายโดยไม่ขัดขืน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั่นก็ทำให้เธอเบิกตากว้าง
น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่น้ำตาในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศกเหมือนทุกครั้งที่เธอสูญเสีย
....และใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาก็พยักหน้ารับคำวิงวอนของซาตาน....
สายลมอ่อนๆพัดม่านปลิวไสว
แสงแดดยามเช้าของฤดูหนาวลอดผ่านหน้าต่างบานเข้ามากระทบเปลือกตาคนตัวเล็กที่อยู่ในห้วงนิทรา
แต่ไม่นานนักเจ้าของผมสั้นประคางก็ค่อยๆลืมตาขึ้นตื่นอย่างงัวเงีย ฮารุพบว่ามือของตนนั้นอบอุ่นอย่างประหลาดก็นึกแปลกใจ
แต่เมื่อมองดีๆก็ทำให้ริมฝีปากอวบเผยรอยยิ้มออกมา
มือทั้งสองข้างนี้ไม่มีโซ่พันธนาการอีกต่อไป
แต่กลับกลายเป็นแหวนเพชรเม็ดงามที่ประดับบนนิ้วนางซ้ายแทน
ฮารุหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเจ้าของมือที่กุมมือเธอไว้นั้นยังคงหลับสนิท
แผงอกกว้างของชายหนุ่มนั้นมีเด็กชายตัวน้อยที่นอนซุกไออุ่นจากผู้เป็นพ่อ ฮารุมองใบหน้ายามหลับของพ่อลูกคู่นี้ก็ยิ้มออกมา
ฮารุเคยคิดว่าความรักนั้นช่างแสนขมขื่น...ฮารุไม่เคยได้รับความรักจากใครแม้แต่กระทั่งจากพ่อแม่ตัวเอง
ถึงใครต่อหลายคนจะบอกว่าคุณเหมือนปีศาจในร่างมนุษย์
แต่สำหรับฮารุ...คุณคือคือสิ่งที่ฮารุรักมากที่สุด
ขอบคุณนะคะ...ที่มอบสิ่งที่เรียกว่าความรักให้กับฮารุ
....ฮารุขอบคุณจริงๆ....
"คุซาคาเบะ
เคียวยะหายไปไหน"
คุซาคาเบะเงียบแทนคำตอบ
ดวงตาสีเข้มยังคงไม่ละสายตาไปจากนายใหญ่ของตน ถึงทุกทีเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งจากชายคนนี้มาโดยตลอด
แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาต้องปกป้องสิ่งที่เขารัก
แม้มันจะทำให้เขานั้นขัดใจผู้เป็นพ่อของนายตนสักแค่ไหนก็ตาม
ร่างสูงโปร่งเองก็ไม่ได้คิดหวังคำตอบอะไรแต่แรก
เพราะหลายปีที่ผ่านมานี่คุซาคาเบะก็ไม่ยอมแม้แต่จะปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
แว่นสายตาค่อยๆถอดออกแล้ววางลงบนหนังสือปกสีเลือดนกที่ประดับด้วยอักษรสีทองอย่างสวยงาม
"ให้ตายสิ
ลูกชายคนนี้หัวดื้อเหมือนแม่มันไม่มีผิด"
คุซาคาเบะนิ่ง...ก่อนจะค่อยๆเอ่ยถาม
"ผมอยากจะถามคุณท่านมานานแล้วน่ะครับ....ว่าทำไมถึงต้องให้เก็บคุณฮารุไว้ตั้งแต่แรก
ทั้งๆที่ทุกทีหากเป็นคุณท่านก็แค่จัดการไปแต่แรกก็สิ้นเรื่อง"
แค่จัดการ...ตามแบบคนไร้หัวใจอย่างคุณก็ไม่น่ายาก....เหมือนทุกทีที่ผ่านมา
แต่นี่กลับทำให้เขาแปลกใจ...ที่เลือกจะไว้ชีวิตเด็กตัวน้อยๆที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรในวันนั้นเอาไว้...จนถึงตอนนี้
ชายหนุ่มบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ยกมือขึ้นเท้าคาง
เขาเปรยตามองลูกน้องคนสนิทของลูกชายตน
"คงสงสัยมานานแล้วสินะ....ว่าทำไมเคียวยะกับฉัน
ถึงมีสีผมและสีตาไม่เหมือนกัน"
"ผมเคยเห็นคุณหญิงตามรูปวาดมาบ้าง
คุณเคียวคงได้สีผมและสีตาจากคุณหญิง"คุซาคาเบะอธิบายตามความคิดของตนออกไป
ก็ทำให้คนบนเก้าอี้ได้แต่พยักหน้าเบาๆ...เพราะคำพูดนั่นทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
วันที่เขาได้ไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้น.....เด็กผู้หญิงที่มีนามว่าฮารุ......
"ตอนฉันมองรอยยิ้มของเด็กคนนั้น
มันเหมือนกับฉันได้เห็นรอยยิ้มของแม่ของเคียวยะอีกครั้ง"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเสียงเบาคล้ายกับเสียงลมยามฤดูหนาวที่ช่างแสนอ้างว้าง
คุซาคาเบะได้แต่ยืนกำมือแน่น
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยถึงความรู้สึกที่แท้จริงของชายคนนี้
ไม่สิ...ไม่มีใครรู้เลยต่างหาก...
"คุณท่าน......"
รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง
เขาเองก็ไม่ใช่พวกชอบให้ใครมาสงสารหรือเห็นใจซะด้วยสิ
ถึงจะอยากได้มาสักแค่ไหน...แต่คนที่เป็นพ่อนั้นจะต้องยอมเสียทุกอย่างและมอบให้ลูกตัวเองเสมอ.....
"ทำไงได้ล่ะ
ฉันกับเจ้าลูกชายตัวดีต่างก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน ทั้งหน้าตา นิสัย...และชอบอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกันนี่"เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆพร้อมกับคำพูดที่ฟังดูน่าขบขัน
แต่คุซาคาเบะรู้ดีว่ารอยยิ้มนั่นมันกลับเต็มไปด้วยแต่ความเศร้า
สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว
ไม่ว่าจะเมื่อก่อน...ตอนนี้....หรืออนาคตข้างหน้า....
ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นสีขาวของหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกบานกระจกใส
ฤดูหนาวกลับมาเยือนอีกครั้ง....ฤดูหนาวที่ทำให้เขานึกถึงวันที่ได้พบกับกับเด็กสาวที่ชื่อว่าฮารุคนนั้น
วันที่เขาไปหาเด็กสาวที่อยู่ในห้องขังเพียงลำพังภายใต้การดูแลของลูกชายของตน
กับคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าหากถึงเวลา....ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน....
'ฮารุชื่อว่าฮารุค่ะ ว่าแต่คุณลุงชื่ออะไรเหรอคะ?'
'อเลาดิ....ชื่อของฉันคืออเลาดิ
อย่าลืมเสียล่ะเด็กน้อย'
ⓉⒽⒺ ⒺⓃⒹ
━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━
━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━
จบไปอีกหนึ่งฟิคพิเศษ
รออะไรกันรัวมือสิ!!//โดนปาข้าวของใส่
บอกตามตรงเลยว่ากว่าจะแต่งเสร็จนานมากเพราะเวลามานั่งปั่นนิยายแทบไม่มี
แต่ก็อยากชดเชยที่อัพช้าบ้างไรบ้าง;;-;;
ฟิคนี้เป็นอีกฟิคหนึ่งที่ค้างอยู่ในสต๊อกค่ะ
เคยคิดจะลงเป็นเรื่องยาวในเด็กดี แต่ก็ไม่อยากแต่งควบหลายเรื่องก็เลยเอามาตัดๆให้กลายเป็นฟิคพิเศษแทน55555555(อินี่เลวมาก) เวอร์ชั่นแบบยาวยังคงมีไม่หายไปไหนแต่ดูท่าจะไม่ได้ใช้อีกแล้ว
แต่ก็ดีใจและสนุกมากๆค่ะที่ได้หยิบเรื่องนี้มาใช้! หวังว่ารีดจะชอบกันนะคะ
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่อ่านจนถึงตรงนี้
และขอบคุณมากๆค่ะที่คอยเป็นกำลังใจให้เราเสมอ หากมีคำตกหล่นประการใดต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ//กราบงามๆฉบับสตรีไทย



โอ๊ยยยย ฟิน แต่แอบเสียดายอเลาดิ มามะ มาแต่งกันนะเบ้บ จะมอบใจ ถวายไตกันเลยทีเดียว สนุกมากค่ะ ชอบมากกก
ตอบลบฟินนนมากตอนเเรกเหมือนไม่สนอะเเต่ตอนท้ายโครตฟินนนนนอ่ะน่ะ เเต่งอีกนะค่ะรออ่านนะ
ตอบลบฟินมากค่ะ แบบกร้าวใจมาก ฮิบาริ เคียวยะคือสับมาก พีคตรงคุณพ่อนี่ล่ะค่ะ อ๊ายยยยยย ตอนแรกต่อต้านนะคะ ว่าพ่อต้องเป็นแบบไหน ถึงได้เถื่อนกับลูกขนาดนี้ พอเป็นปู่อเลาดี้ปุบ เกือบทิ้งเรือท่านฮิซะแล้ว ฮ่าๆ เรือบาปที่ขอได้ทั้งลูกทั้งพ่อเลยค่ะ >.,<\\\
ตอบลบ