วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

[Special Thanks(3)][1886 Errorist]



เพราะตระกูลของเธอนั้นคิดลองดีกับตระกูลเขา
ทุกอย่างจึงตกอยู่ที่เด็กสาวที่อายุเพียงแปดปี












"ทางนั้นส่งตัวเด็กคนนี้มา ส่วนพ่อแม่เด็กคนนี้หนีไปได้ครับ"

คุซาคาเบะพูดขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์จากบนผืนฟ้ายามราตรีเท่านั้น ดวงตาสีเข้มยังคงจับจ้องไปที่นายของตนในเงามืด นัยน์ตาสีนิลเปรยตามองไปที่ข้างกายลูกน้องของตน ร่างเล็กๆที่สูงเลยเข่าของคุซาคาเบะมาหน่อยนั้นถูกผ้าสีขาวคลุมปิดบังใบหน้าไว้พร้อมกับข้อมือที่ยังไม่ได้รับการปล่อยจากการพันธนาการแต่อย่างใด ชายหนุ่มสีผมรัตติกาลไม่ต่างจากสีผืนฟ้าในตอนนี้เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างขัดใจ

ฮึ นี่พวกนั้นคิดว่าตระกูลฮิบาริต้อยต่ำขนาดจะยอมใจอ่อนเพราะเด็กคนนึงงั้นเหรอ?

"เธอยังเด็กอยู่เลยครับ ผมเลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเธอดี"คุซาคาเบะเริ่มอธิบายอย่างหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะตนนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนาย เพราะคำสั่งนั่นคือหากพบคนในตระกูลนี้ให้ฆ่าให้หมด....ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว

ก็ช่วยไม่ได้ อยากมายุ่งเกี่ยวกับตระกูลฮิบาริเอง

ฮิบาริ เคียวยะสาวเท้าเข้ามาใกล้ร่างน้อยๆตรงหน้าเขา แต่ก็ทำให้เขาแปลกใจเพราะอีกฝ่ายนั้นกลับไม่มีอาการสั่นกลัวเขาแต่อย่างใด ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปใกล้แล้วถอดผ้าคลุมสีขาวนั่นออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็กแสนอ่อนหวาน ใบหน้าเนียนขาวซีดราวกับหิมะนั้นตัดกับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตแสนเหม่อลอย

"ไม่กลัวหรือไง?"

มัจจุราชหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ ทุกทีเมื่อมีเหยื่อมาอยู่เบื้องหน้าเขาต่างก็ต้องหวาดกลัวร้องขอชีวิตไปเสียทุกราย แต่นี่กลับทำให้เขาประหลาดใจ....ทั้งๆที่ยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่กลัวเขาเลย

"ทำไมฮารุต้องกลัวพี่ชายด้วยล่ะคะ พี่ชายไม่ได้ทำอะไรฮารุซะหน่อย อีกอย่าง....ถึงพี่ชายจะทำ มันก็คงไม่เท่ากับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำกับฮารุไว้หรอกค่ะ"ช่วงท้ายเสียงหวานก็ค่อยๆเบาลง เพราะมันทำให้เด็กตัวน้อยนึกถึงภาพที่พ่อแม่เธอผลักตัวเธอออกมา....แล้วก็พากันหนีไปโดยทิ้งเธอไว้เบื้องหลังเพียงลำพัง ทั้งๆที่ทุกคนต่างพากันบอกว่ารักเธอ แต่ทำไมถึงผลักไสเธอแบบนี้ล่ะ....

"ตามหาพ่อแม่ของเด็กคนนี้ แล้วพาตัวพวกเขามาหาผม"ฮิบาริไม่สนใจว่าความทรงจำของเด็กน้อยน่าสงสารคนนี้จะน่าเศร้าเพียงใด เขาหันหลังกลับโดยไม่ลืมที่จะหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิทของตน

"ละ...แล้วเด็กคนนี้ล่ะครับ?"เจ้าของเสื้อกักคุรันไม่ยอมตอบ แต่ทันใดนั้นเขาก็กลับรู้สึกได้ถึงแรงน้อยๆที่ฉุดรั้งเขาไว้

"อย่านะคะ....ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นฮารุ พวกท่านต้องโกรธมากแน่ๆ อย่าพาพวกท่านมาที่นี่เลยนะคะ"มือทั้งสองที่ถูกพันธนาการไว้คว้าชายเสื้อกักคุรันไว้แน่น ดวงตาแสนเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของชายหนุ่มจับจ้องมาที่เด็กสาวไม่วางตา คุซาคาเบะเองก็เริ่มใจไม่ดีใจหนึ่งก็กลัวว่าเด็กตัวน้อยจะเป็นอะไรไป แต่อีกใจก็กลัวว่าหากตนเข้าไปขวางชีวิตของเขาอาจไปก่อนเด็กคนนี้ก็ได้!

"ปล่อย"

บุรุษในเงามืดเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ สุดท้ายแล้วเหยื่อก็ยังเป็นเหยื่ออยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ต้องก้มขออ้อนวอนเขาไปเสียทุกราย อีกอย่างไม่มีใครสามารถมาสั่งเขาได้ทั้งนั้น เด็กสาวผมหางม้าที่ยุ่งไม่เป็นทรงค่อยๆคลายมือออกอย่างกล้าๆกลัวๆ สายตาที่มองมาที่เธอนั้นไม่ต่างอะไรกับนัยน์ตาของหมาป่าแสนดุร้าย ส่วนตัวเธอนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับหนูน้อยหมวกแดงที่หมาป่าพร้อมจะกัดกินเธอตลอดเวลา

"ตะ..แต่คุณเคียวครับ! เรื่องนี้คุณท่านบอกว่าให้คุณเคียวเป็นคนดูแลเด็กคนนี้นะครับ!"

สองขายาวของชายหนุ่มชะงักไปในทันที คุซาคาเบะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเพราะประโยคต่อจากนี้นั้นมันช่างแสนเจ็บปวดเหลือเกิน เขาเหลือบไปมองเด็กสาวตัวเล็กที่ยืนข้างกาย เขารู้ว่าเธอคงยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้ แต่สำหรับนายของเขานั้นคงเข้าใจความหมายของมันดี คนผมรีเจนท์กำมือแน่นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไร้ทางเลือก....

"จนกว่าจะถึงเวลานั้น...คุณท่านจะเรียกเธอเองครับ"

ฮิบาริเงียบ...จริงอยู่ที่ว่าไม่มีใครสามารถมาออกคำสั่งเขาได้ทั้งนั้น แต่ผู้ชายคนนั้นก็คงต้องเป็นข้อยกเว้นไป ถึงแม้เขาไม่เต็มใจนักแต่เพราะอีกฝ่ายนั้นมียศศักดิ์เป็นถึงพ่อมันซึ่งนั้นมันช่างบีบเขาเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มค่อยๆหันกลับมามองเด็กสาวที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เชยคางน้อยๆนั้นให้เงยขึ้นสบตาเขา

"ไหนว่าเธอไม่กลัวผมไง"

เสียงทุ้มเอ่ยถาม สายตาของเด็กน้อยที่มองมาที่เขานั้นช่างดูหวาดกลัวเขาเสียเหลือเกิน ฮารุพยายามจะเบือนหน้าหนีแต่ฮิบาริกลับบีบแก้มนุ่มๆในมือไว้แน่น เด็กสาวเผลอร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เด็กตัวเล็กๆอย่างเธอมิอาจปิดซ่อนความรู้สึกในตอนนี้ได้แต่มีหรือที่ฮิบาริจะสนใจ

"ลำบากหน่อยนะ แต่ดูท่าเธอต้องกลัวผมแล้วสิ"

รอยยิ้มแสนเยือกเย็นนั้นฮารุจำได้ไม่มีวันลืม ทั้งๆที่คิดว่าบนโลกนี้คนที่จะใจร้ายกับเธอคงมีเพียงแต่พ่อแม่เธอเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีชายเบื้องหน้าในตอนนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน วันเวลาล่วงเลยผ่านไปได้เกือบสิบปี...ฮารุเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอมาอยู่กับชายคนนี้ได้นานขนาดนี้แล้วเชียว แต่สำหรับเธอนั้นเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน ทุกๆวันช่างเหมือนเดิม ได้แต่อยู่ภายในห้องอับๆที่มีเพียงแสงที่ลอดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างเล็กๆก็เท่านั้น โซ่ที่ถูกพันธนาการไว้ก็เหมือนเดิม...มันยังคงรั้งเธอไว้ไม่ให้เธอหนีไปไหนเหมือนกับวันแรกที่เธออยู่ที่นี่

เด็กช่างจ้อที่ชื่อว่าฮารุนั้นได้หายไป ตอนนี้เธอราวกับเป็นคนละคน ก็อยู่ตัวคนเดียวภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆแบบนี้จะให้เธอพูดกับใครกันล่ะ...อีกอย่างดูการกระทำของชายคนนั้นที่ทำกับเธอ ทำอย่างกับเธอนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของเขา ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรกับเขาเสียดีกว่า ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยมองไปยังประตูเบื้องหน้าเช่นทุกครา ประตูบานนี้จะเปิดวันละเพียงสามหนเท่านั้น คือเมื่อตอนที่คุซาคาเบะนำอาหารมาให้เธอครบสามมื้อ และหลังอาหารมื้อสุดท้ายนั้นเธอก็จะได้รับอนุญาตให้ไปอาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัวของเธอได้

ให้ตายสิ...นี่พวกเขาเห็นเธอเป็นนักโทษหรือไงนะ...

หญิงสาวสะดุ้งตัวเฮือกเมื่อได้ยินเสียงไขกุญแจจากด้านนอก เธอเริ่มรู้สึกใจเต้นเร็วด้วยความตื่นตระหนกเพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารมื้อต่อไปที่คุซาคาเบะต้องเข้ามาเป็นประจำ ทำให้เธอมั่นใจว่าคนที่จะเข้ามานั้นเป็นใครกัน! ฮารุเริ่มลนลานทำอะไรไม่ถูก เธอมองซ้ายมองขวาก็เหลือบไปเห็นผ้านวมสีขาวข้างกายที่เธอห่มกันความหนาวทุกค่ำคืน มือเรียวรีบคว้ามันมาคลุมรอบตัวแล้วหลับตาปี๋ไม่อยากรับรู้อะไรใดๆทั้งสิ้น!

เสียงประตูที่ถูกเปิดเข้ามาดังขึ้นทำเอาฮารุเผลอสะดุ้งตัว แต่ก็พยายามห้ามไม่ให้ร่างกายของเธอนั้นสั่น เสียงฝีเท้านั้นก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆในขณะที่ภายในใจหัวใจดวงน้อยยังภาวนาไม่ยอมหยุด

ฮารุไม่อยู่ที่นี่! ฮารุไม่อยู่ที่นี่!

ฟึ่บ!

ผ้านวมนุ่มสีขาวถูกเลิกขึ้นทำเอาฮารุเผลอร้องกรี๊ดออกมา แต่มือเรียวก็รีบปิดใบหน้าของตนไว้แน่น เธอไม่อยากเห็นหน้าเขา ไม่! ข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้ถูกมือแกร่งกระชากออกอย่างไร้ความปราณีทำให้ฮารุเห็นใบหน้าแสนคมคายที่อยู่ใกล้เกินกว่าเธอจะจินตนาการถึง ริมฝีปากบางของอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ออกมา

"คิดจะหลบหน้าผมงั้นเหรอ?"

ฮารุรู้สึกจุกทันทีกับคำพูดแสนแทงใจของเขา เขาคือชายคนที่กักขังเธอที่นี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา! หญิงสาวไม่ยอมตอบกลับเลือกที่จะดิ้นไปมาให้อีกฝ่ายนั้นปล่อยเธอ เสียงโซ่กระทบพื้นดังก้องไปทั่วห้องแคบ ยิ่งขัดขืนชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกสนุก สนุกที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่านั้นกำลังพยายามดิ้นรนหนีราวกับสัตว์ตัวน้อยเวลาติดกับดักของนายพรานเข้า

"เธอก็รู้ ว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่ได้ผล"ฮิบาริรวบมือที่เล็กกว่าทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว ฮารุเบิกตากว้างภายในใจเริ่มสั่นไหวอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นว่าตนนั้นเริ่มไร้ทางหนี แต่ทันใดนั้นเธอก็แทบหยุดหายใจเมื่อเห็นคนชุดสูทตรงหน้านั้นแตะที่ข้อมือของเธออย่างแผ่วเบา

"ดูสิ แดงหมดแล้ว"


ตึกตัก ตึกตัก...


เสียงหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างช้าๆ เธอไม่เคยเห็นฮิบาริทำแบบนี้กับเธอมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใบหน้าของเขาในตอนนี้ไม่ว่าจะผ่านมาราวเกือบสิบปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของเขานั้นลดลงเลย กลับดูดีมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เส้นผมสีดำราวเส้นไหมนั้นที่เคยปรกใบหน้าตอนนี้ก็ได้ถูกตัดออกจนทำให้เห็นใบหน้าของเขาชัดมากยิ่งขึ้น เสื้อกักคุรันทีเคยพาดบ่ากว้างเป็นประจำแต่ตอนนี้ก็กลับกลายเป็นสูทพอดีตัวแทน ทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่เสียเหลือเกิน

บางทีฮารุก็ไม่ชอบ...ที่เขาดูเป็นผู้ใหญ่แบบนี้....

ฮิบาริที่กำลังมองข้อมือฮารุอย่างพิจารณาก็เหลือบเห็นหญิงสาวที่ยังไม่เลิกละสายตาไปจากเขา ชายหนุ่มนึกแปลกใจที่ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นดูเศร้าหมองเหลือเกิน แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา

ก็ตลอดที่ผ่านหลายปีที่ผ่านมา...เธอไม่เคยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มเลยนี่

"ถ้าคราวหลังยังทำให้เป็นแผลอีกล่ะก็ ผมตัดข้อมือเธอทิ้งแน่"ฮารุสะดุ้งตัวขนลุกซู่! เธอรีบส่ายหน้าไปมาจนแทบเวียนหัวแล้วดึงข้อมือตัวเองออกแล้วจับมันแน่นอย่างหวงแหน สำหรับเธอผู้ชายคนนี้พูดจริงทำจริงเสมอ!

"พอลองมองๆดูแล้ว ก็เกือบสิบปีได้แล้วสินะที่เธออยู่ในห้องนี้น่ะ"ฮิบาริมองไปรอบห้องทรงสี่เหลี่ยมก่อนสายตาจะมาหยุดที่หญิงสาวตรงหน้า ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตาของเธอนั้นตัดกับพื้นสีหม่นภายในห้องแห่งนี้ เขายอมรับว่าเธอโตขึ้นมาก แต่ก่อนห้องนี้คงใหญ่ไปสำหรับเธอ แต่ตอนนี้คงต้องคิดเสียใหม่

"ตามมาสิ"ฮารุกระพริบตาปริบๆ เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ฮิบาริต้องการจะสื่อ โดยเฉพาะรอยยิ้มนั่น เธอไม่เคยเข้าใจมันเลยสักครั้งว่ามันหมายความว่ายังไงกัน คราวนี้ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนฮารุแทบจะถอยหนีไม่ทัน

"จะตามมาดีๆหรือจะให้ผมอุ้มไปดีล่ะ?"หญิงสาวไม่ตอบเธอรีบพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นตามเขาไปแต่โดยดี ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อจนลามไปถึงใบหูด้วยความอาย เธอมักจะหน้าแดงเสมอเวลาอยู่กับฮิบาริ เพราะแบบนั้นไงล่ะถึงทำให้เขาพอใจนัก

"ตั้งแต่วันนี้ไปห้องนี้คือห้องของเธอ"ฮิบาริถอยตัวออกฮารุก็เบิกตากว้าง ห้องนี้ถึงมันจะไม่กว้างใหญ่มากนักแต่ถ้าเทียบกับที่เธอเคยอยู่มานั้นช่างกว้างเหลือเกิน อีกทั้งยังมีข้าวของอำนวยความสะดวกมากมายอย่างที่เธอไม่เคยได้รับ ฟูกนอนนิ่มสีขาวถูกวางปูไว้บนเสื่อทาทามิชั้นดี และยังมีตู้เสื้อผ้าที่เตรียมชุดสำหรับเธอไว้อีกมาก ฮารุตื่นเต้นกับสิ่งตรงหน้าอย่างลืมตัวว่าฮิบารินั้นยังยืนอยู่ในห้องนี้ด้วย ชายหนุ่มไม่ว่าอะไรเขาเพียงแต่จับจ้องไปที่ร่างบางโดยที่เจ้าหล่อนไม่รู้ตัว รอยยิ้มน้อยๆของหญิงสาวนั้นทำให้เขายิ้มตามออกมา

ถึงจะเป็นรอยยิ้มเล็กๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดมาก่อน...ว่ารอยยิ้มนั่นจะทำให้เขารู้สึกดีขนาดนี้

เหมือนฮารุจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนนั้นถูกจับจ้องก็เกร็งนิดหน่อยเหมือนสติเพิ่งกลับมา เธอมองไปรอบๆห้องนี้อีกครั้งแล้วหันมาหาที่ฮิบาริ หญิงสาวเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันนิดหน่อย

นี่เขายกห้องนี้ให้ฮารุจริงๆงั้นเหรอ เขาต้องการอะไรกันแน่?

"ถ้าไม่อยากอยู่นักก็เชิญกลับไปอยู่ที่เดิมแล้วกัน"ฮารุสะดุ้งตัวทันทีที่อีกฝ่ายคล้ายจะรู้ความคิดเธอ ฮารุรีบหันหลังหนีแล้วไปสนใจกับอย่างอื่นแทนราวกับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ นิ้วเรียวค่อยๆจิ้มไปที่ฟูกแสนนิ่มตรงหน้าอย่างมีความสุข ก็นะ...เธอไม่ได้นอนฟูกนิ่มๆแบบนี้มานานมากแล้วนี่นา

"แตะแค่นั้นจะไปรู้สึกอะไรล่ะ"ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อคนตัวสูงผลักเธอนอนราบไปกับฟูกโดยไม่ทันตั้งตัว ข้อมือเล็กทั้งสองที่ถูกพันธนาการไว้ถูกตรึงเหนือศีรษะไว้แน่นจนฟูกยุบลงไป เสียงหัวใจดวงน้อยเต้นดังจนฮารุเจ็บหน้าอกไปหมด เธอพยายามจะเบือนหน้าหนีเพราะไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายแต่ฮิบาริกลับใช้มืออีกข้างจับใบหน้าเธอให้สบตาเขา


บรรยากาศในตอนนี้มันเหมือนกับวันแรกที่เราได้เจอกัน

แต่มัน...มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป


"รู้ไหมว่ายิ่งทำหน้าแบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสนุกน่ะ"ชายหนุ่มยิ้มถาม แต่ฮารุไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั่น ฮิบาริโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหัวใจฮารุแทบหยุดเต้น จังหวะที่ริมฝีปากบางเฉียดแก้มขึ้นสีระเรื่อของหญิงสาวฮารุก็เผลอร้องออกมา

"ฮาฮิ!"คนชุดสูทนิ่งไปในทันที เขาค่อยๆถอยใบหน้าออกมาขณะที่ฮารุเบิกตาโตเพราะตนเองนั้นตกใจจนลืมตัวจึงทำให้เผลอส่งเสียงร้องออกไปแบบนั้น ใบหน้าที่ขึ้นสีอยู่แล้วก็ขึ้นสีมากกว่าเดิม

"หืม......ยอมพูดแล้วงั้นเหรอ?"ฮารุไม่ตอบ ริมฝีปากหวานเม้มเข้าหากันแน่น ไม่! เธอสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีทางพูดกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด!

ฮิบาริมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา แววตาแสนโกรธเคืองของฮารุนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวเลยสักนิด ชายหนุ่มจับปลายผมสีน้ำตาลของหญิงสาวจรดริมฝีปากอย่างถือวิสาสะ นัยน์ตาคมราวกับมีดยังคงไม่ละสายตาไปจากร่างบางใต้ร่าง

"เสียงของเธอต่างจากวันแรก....ผมชอบมัน พูดอีกสิ"

ฮารุสะบัดหน้าปฏิเสธแทนคำตอบ แต่มีหรือที่คนอย่างฮิบาริอยากได้อะไรแล้วจะไม่ได้น่ะ เขาเปลี่ยนจากปลายเส้นผมไปจับริมฝีปากนุ่มของเธอแทน ใบหน้าแสนคมคายก้มเข้าไปใกล้โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยคำเตือนให้กับหญิงสาว

"ถ้าเธอไม่ยอมพูด คงรู้สินะว่าผมจะทำอะไร...."

"ฮาฮิ!! หยุดเดี๋ยวนี้นะคะฮิบาริซัง!!"

อ้ะ....

ฮารุรีบผลักอีกฝ่ายแล้วเอามือกุมหน้าตัวเองไว้แน่น! ฮิบาริที่ยังคงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่จึงยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ แต่รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นฮารุเอาแต่เอามือปิดหน้าไม่กล้าสู้หน้าเขา แต่ถึงจะปิดยังไงใบหน้าที่หวานช่ำนั่นก็ไม่อาจปกปิดสีแดงบนใบหน้าให้มิดได้

ฮารุอุตส่าห์พยายามมาตั้งหลายปี แบบนี้มันโกงกันชัดๆนะคะ!

"ว้าว...นี่คงเป็นครั้งแรกเลยสินะ ที่ผมได้ยินเธอเรียกชื่อผมน่ะ"ฮารุแทบอยากจะร้องไห้เพราะฮิบารินั้นดึงมือเธอออกอย่างง่ายดาย ริมฝีปากหวานเม้มเข้าหากันแน่น "ปล่อยฮารุเดี๋ยวนี้นะคะฮิบาริซัง!"

"คุณเคียวครับคือว่า...!! คะ..คุณฮารุ!"

คุซาคาเบะอ้าปากค้างจนแมลงแทบบินเข้า ภาพที่เขาเห็นมันอะไรกันเนี่ย!! นี่นายเขาก็อายุยี่สิบกว่าแล้วแต่กำลังจะทำมิดีมิร้ายกับเด็กที่อายุห่างกันจนแทบจะเป็นพี่น้องกันได้อย่างคุณฮารุเนี่ยนะ!!! ไม่นะไม่! คุณเคียวของกระผมจะต้องไม่เข้าคุกเด็ดขาดนะครับบบ!!!

ฮารุรีบสลัดข้อมือออกจากฮิบาริ เธอหันไปมองค้อนอีกฝ่ายหน่อยๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮิบาริรู้สึกกลัวหรือสำนึกแต่อย่างใด เขากลับเอื้อมมือไปขยี้หัวฮารุจนเสียทรงก่อนจะลุกขึ้นไปตรงหน้าลูกน้องคนสนิทของตนที่ยังไม่หยุดจินตนาการไปไกล

ฮิบาริที่เห็นว่าคุซาคาเบะยังไม่ยอมพูดอะไรก็ถึงกับขมวดคิ้วอย่างขัดใจ "มีธุระอะไรเท็ตสึ"

ถ้าเข้ามาขัดจังหวะเขาโดยเหตุผลไร้สาระล่ะก็เขาไม่ไว้ชีวิตหมอนี่ไว้แน่

"อ้ะ! ครับ! มีสายแจ้งมาน่ะครับ บริเวณแถวโกดังร้างทางตัวซ้ายของเมืองครับ แล้วก็วันนี้คุณท่านเรียกพบน่ะครับ"คุซาคาเบะรีบรายงานตามหน้าที่ตัวเองทันทีที่ดึงสติกลับมาได้ แต่พอถึงประโยคท้ายนั้นชายผมรีเจนท์ก็นิ่งไปครู่ใหญ่ เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาแล้วตัดสินใจพูดต่อ

"คุณท่านบอกว่าอยากทานมื้อค่ำด้วยกันน่ะครับ"

ฮิบาริเงียบไม่ยอมพูดอะไร ซึ่งคุซาคาเบะเข้าใจดีว่าหากพูดถึงเรื่องนี้นายตัวเองนั้นคงขัดใจเป็นแน่ แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ...ก็อีกฝ่ายนั้นเป็นพ่อของตนนี่นา...ต่อให้ไม่ชอบขี้หน้าอยากจะฆ่ากันให้ตายสักแค่ไหน แต่ก็เป็นถึงพ่อลูกกัน

ชายผู้ได้ขนานนามว่ามัจจุราชนั้นกระตุกยิ้มขึ้นอย่างขบขัน อยากทานมื้อค่ำด้วยกันงั้นเหรอ...ฮึ ช่างเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นจริงๆ เขาแทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับชายคนนั้นครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กัน

ฮิบาริหันกลับไปมองที่ฮารุอีกครั้งจนสาวเจ้านั้นเผลอสะดุ้งตัวด้วยความตกใจ แต่เขากลับเผยรอยยิ้มออกมาก่อนจะพูดอะไรสักอย่างโดยไม่ส่งเสียงใดๆออกมาแล้วเดินออกไป แต่ถึงแม้ฮารุจะไม่ได้ยินเสียงเธอก็รู้ว่าเมื่อครู่นั้นชายหนุ่มพูดว่าอะไร

'คราวหน้าเธอหนีผมไม่รอดแน่'

                จู่ๆหญิงสาวก็หน้าแดงแปร๊ดยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศ ฮารุรีบส่ายหน้าไปมาเพื่อเรียกสติตัวเอง แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าคุซาคาเบะนั้นมายืนอยู่ตรงเบื้องหน้าเธอเสียแล้ว รอยยิ้มแสนอ่อนโยนเผยออกมายามเมื่อได้มองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของร่างบาง

"คุณเคียวพามาที่ห้องนี้ใช่ไหมครับ?"ฮารุพยักหน้ารับเบาๆ ถึงแม้จะรู้ว่าคุซาคาเบะนั้นใจดีกับเธอมาโดยตลอด แต่ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม คงเพราะดวงตานั่น...ดวงตาคมที่แสนอ่อนโยนแต่ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจซ่อนได้

"คุณคุซาคาเบะ...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ...."คุซาคาเบะเป็นเพียงคนเดียวในเรือนนี้ที่ฮารุจะยอมพูดด้วยตั้งแต่วันแรกที่ได้มาอยู่ที่นี่ ชายคนนี้ราวกับเป็นชายที่ดูแลเธอเยี่ยงพ่อ ถึงอาจจะฟังดูเป็นการเปรียบเทียบบ้าๆ แต่ทุกอย่างที่เขาทำให้ฮารุนั้นเขาทำด้วยความจริงใจ...จริงใจมากกว่าพ่อแท้ๆ...

คุซาคาเบะเมื่อได้ยินดังนั้นน้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลซึม เขายกแขนเสื้อสูทขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆพลางยิ้มหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เป็นไร คุซาคาเบะหันกลับมามองที่ฮารุอีกครั้ง...คุณฮารุโตขึ้นมาก...ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆอีกต่อไปแล้ว

เวลานั้น......มาถึงแล้ว

"คุณฮารุคงสงสัยมากเลยสินะครับ ว่าทำไมจู่ๆคุณฮารุถึงย้ายมาอยู่ที่ห้องนี้ได้"ฮารุพยักหน้ารับเบาๆ ถึงแม้จะดีใจอยู่บ้างแต่ความสงสัยก็ยังคงไม่จางหาย คุซาคาเบะหลับตาลงทั้งรอยยิ้มแล้วเอื้อมมือไปจับเส้นผมทัดใบหูอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

ใช่...เขาเคยทำแบบนี้เมื่อครั้งหญิงสาวตรงหน้ายังเด็กนัก เพราะนายของตนนั้นเกลียดการสุมหัวกับคนอื่น การดูแลเด็กสาวจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของเขาไป ถึงจะเป็นเพียงแค่คนรู้จักแต่ตอนนี้เธอก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเขาไปแล้ว

อ่า....ความรู้สึกเวลาคุณฮารุต้องจากคุณพ่อคุณแม่ไปนั้นเป็นแบบนี้เองสินะ

"ผมไม่แน่ใจว่าคุณฮารุยังจำคำพูดของผมในวันนั้นได้หรือเปล่า...แต่นี้มันคือคำสั่งของคุณท่านครับ"

คุซาคาเบะสะอื้นออกมาอย่างอ่อนแอ น้ำตาลูกผู้ชายไหลหยดแล้วหยดเล่าอย่างมิอาจฝืนได้แต่เขาก็พยายามพูดไม่ให้น้ำเสียงสั่นเครือให้ได้มากที่สุด

"อีกไม่นาน...คุณฮารุจะต้องย้ายไปอยู่ที่เรือนใหญ่กับคุณท่านแล้วนะครับ"












ห้องอาหารชั้นบนสุดของโรงแรมบรรยากาศเงียบสนิท มีเพียงเสียงไวน์ที่ถูกรินใส่แก้วโดยพวกสัตว์กินพืชไร้ประโยชน์ด้านข้างทำเอาฮิบาริขมวดคิ้วอย่างขัดใจ ที่นี่เงียบจนไม่ต่างอะไรกับห้องสมุดภายในโรงเรียนของเขาเลยสักนิด ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมอันดับต้นๆที่น่าจะมีผู้คนมาพักไม่ขาดสาย แต่ที่เงียบไม่มีคนอยู่เลยแบบนี้คงเพราะฝีมือชายเบื้องหน้าเขาสินะ

ก็ดี ฮิบาริเองก็ไม่ใช่พวกชอบการสุมหัวอยู่แล้ว

"เคียวยะ เมื่อไหร่จะพาตัวฮารุมาให้ฉันสักที"

อีกฝ่ายไม่รีรอที่จะอารัมภบทให้เสียเวลา คนเสื้อเชิ้ตสีหม่นวางส้อมและมีดในมือตนลงบนจานอาหารที่แทบจะไม่ได้แตะเลยแม้แต่นิดเดียว ฮิบาริลอบมองอีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ เป็นไปตามที่เขาคิด ไอ้คำพูดที่บอกว่าอยากทานมื้อค่ำกับลูกชายนั้นมันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่ทำให้ดูสวยหรูก็เท่านั้น

"ถ้าอยากได้นักทำไมไม่มาเอาไปเองล่ะ"ครั้งนี้ฮิบาริสวนกลับด้วยท่าทางที่ไม่เกรงกลัวเลยสักนิด รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์นั่นไม่ได้ทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกอะไร กลับยกแก้วไวน์ของตนขึ้นหมุนเบาๆ

"ฉันส่งคนไป แต่ก็ดันมีสุนัขเฝ้ายามคอยเฝ้า"ฮิบาริไม่ตอบ แต่รอยยิ้มของมัจจุราชหนุ่มนั้นก็ยังไม่จางหาย จนอีกฝ่ายต้องเอ่ยขึ้นเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ "...คิดจะดื้อกับฉันหรือไง"

เจ้าของเรือนผมสีดำนั้นยังคงไม่ตอบ กลับปฏิบัติราวกับคำพูดของเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงสายลมที่ผ่านไป ชายผู้มีอายุมากกว่าวางแก้วไวน์แดงในมือลงแล้วประสานมือทั้งสองไว้ด้านหน้าอย่างหลวมๆ ถึงจะไม่พอใจขนาดไหนแต่ผู้มีอำนาจนั้นย่อมไม่แสดงอาการใดๆออกมาให้ใครเห็น

โดยเฉพาะต่อหน้าลูกชายตัวแสบคนนี้น่ะ

"ก็ผ้ามันขาว ใครจะอดใจไหวล่ะ แบบนี้สินะ?"

เพล้ง!!!

ว่าแล้วว่ามันต้องได้ผล

ดวงตาคมเหลือบมองท่าทีของอีกฝ่ายก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ ต้องยอมรับว่าลูกชายของเขานั้นโตขึ้นมาก แต่ยังไงซะเรื่องอารมณ์ก็คงจะยังควบคุมไว้ไม่ไหว ไม่สิ...คงเพราะพูดถึงเรื่องนี้มากกว่าถึงทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่น่ะ

เศษแก้วแตกกระจายไปบนพื้นตามแรงปัดด้วยความโทสะของฮิบาริ มือแกร่งของชายหนุ่มกำแน่นจนสั่นสะท้าน นัยน์ตาสีนิลที่มักไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาบัดนี้ได้กลายเป็นแววตาแห่งความโกรธแค้น สายตาของฮิบาริเหลือบเห็นผืนพรมเบื้องล่างที่กำลังถูกเหล้าองุ่นของเขาซึมไปเรื่อยๆ


สีแดงเลือดของความชั่ว...กำลังซึมไปตามสีขาวที่แสนบริสุทธิ์


"หยุดพูดจาไร้สาระสักที ผมไม่เหมือนกับคุณ"ฮิบาริพยายามไม่คิดฟุ้งซ่านแล้วหันมาเผชิญหน้ากับชายตรงหน้าอีกครั้ง ซึ่งอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะตื่นตระหนกกับการกระทำที่ไร้มารยาทนั่น กลับกดเสียงพูดราวกับต้องการจะเตือนมัจจุราชหนุ่มให้รู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังคิดจะเล่นกับใคร


ต่อให้จะเก่งสักแค่ไหน แต่ก็ต้องตระหนักตนให้รู้เสมอว่าไม่มีทางจะเหนือกว่าพ่อของตนได้


"คุณมันมีเลือดของฉันอยู่ในตัว ถ้าฉันเลวคุณมันเลวเหมือนกันนั่นแหละเคียวยะ"

"กับแม่ของคุณ....ฉันก็ทำแบบนี้เหมือนกัน"

นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้างกับคำพูดนั่น คำพูดที่ไร้ยางอายในบาปของตนที่ก่อไว้ บาปที่ไม่มีวันชดใช้ได้หมด แต่นี่เขากลับจะสร้างบาปใหม่อีกครั้งโดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดบ้างเลยงั้นเหรอ

ฮิบาริรู้ตัวว่าตนนั้นเกิดมาจากความผิดพลาดก็ตอนอายุสามขวบ แน่นอนว่าเด็กวัยที่ต้องการความอบอุ่นอย่างเขาไม่ควรจะต้องมารับรู้เรื่องราวแสนโหดร้ายพรรค์นี้ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่


เพราะมันทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิตไงล่ะ เป้าหมายที่จะต้องได้ขย้ำชายผู้ได้ขึ้นชื่อว่าพ่อด้วยสองมือของตัวเอง


เสียงเก้าอี้ดังขึ้นยามชายร่างสูงโปร่งลุก ชุดคลุมของเขาถูกยื่นให้โดยลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขารับมันมาก่อนจะเปรยตาไปมองที่ลูกชายของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินจากไป

"อีกสามเดือน ถ้าฮารุยังไม่อยู่กับฉัน ฉันจะไปรับเธอเอง"






มือเรียวจับด้ามแปรงหวีปลายผมที่ประบ่าของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ฮารุมองเงาสะท้อนในกระจกตรงหน้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ทั้งเส้นผมที่ได้รับการดูแลนี่ ทั้งชุดยูคาตะสีขาวที่กำลังใส่อยู่ตัวนี้ ทุกอย่างเป็นคำสั่งจากคุณพ่อของฮิบาริซังสินะ....

ที่จู่ๆเขามาทำดีกับฮารุนั้น...เป็นเพียงเพราะลูกชายที่ทำตามคำสั่งของพ่อตัวเอง

เขา...ไม่ได้คิดอะไรนอกเหนือจากนี้

มีเพียงฮารุคนเดียว...ที่คิดเข้าข้างตัวเอง

ครืด

ความคิดหญิงสาวหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงบานประตูที่ถูกเปิดเข้ามา ดวงตากลมหวานหันกลับไปมองด้านหลังของตนก็พบกับร่างสูงในชุดยูคาตะสีเทาเข้มเกือบดำ ฮิบาริมองฮารุก็เอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม

"ผมคงไม่ต้องขออนุญาตในบ้านตัวเองหรอก จริงไหม?"ฮารุไม่ตอบ เธอไม่แม้แต่จะส่ายหน้าปฏิเสธหรือพยักหน้ายอมรับ ซึ่งทำให้ฮิบารินึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร บางทีสาวเจ้าอาจจะยังโกรธเรื่องเมื่อตอนกลางวันอยู่ก็ได้ สองขายาวสาวเท้าเข้ามาใกล้คนตัวเล็กกว่า

"ชอบห้องนี้หรือเปล่า?"หญิงสาวยังคงเงียบไม่ตอบอะไร แถมยังกลับเบือนหน้าหนีเสียอีก ทำเอาเส้นประสาทฮิบาริแทบขาดกับท่าทีแสนหยิ่งทะนงของเจ้าหล่อน

"ถ้าไม่ตอบผมจะให้คุณออกไปนอนนอกตัวเรือนแทน"

"ชะ ชอบค่ะ!!"สุดท้ายคนที่อ่อนแอกว่าก็ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอยู่วันยังค่ำ ขืนจะไม่อยากพูดด้วยมากสักแค่ไหน แต่ยังไงเธอก็ไม่อยากนอนบนพื้นแข็งๆแทนฟูกนิ่มๆหรอกนะ! ฮิบาริยกสองแขนขึ้นกอดอกแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบาคล้ายกับสมเพชในตัวหญิงสาว

"คุณนี่มันโง่จริงๆเลยนะ"

ฮารุหน้าบึ้งแทนคำตอบ ใบหน้าหวานขึ้นสีอย่างเขินอายและโกรธอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน เมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอในตอนนี้ก็ทำให้ฮิบารินึกถึงคำพูดที่เขาได้ยินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำพูดที่ยังดังก้องในหัวเขาคล้ายกับแผ่นเพลงเสียที่เล่นซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...


ก็ผ้ามันขาว...ใครจะอดใจไหวล่ะ


"ฮะ...ฮิบาริซัง....?"หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ เพราะจู่ๆฮิบาริก็ผลักร่างของเธอไปกับฟูกเบื้องหลัง สองมือแกร่งนั้นกดไหล่เล็กไว้แน่น นัยน์ตาของเขาในตอนนี้ฮารุไม่อาจคาดเดาความคิดได้ มือเรียวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่นั้นค่อยๆแตะใบหน้าแสนคมคายของอีกฝ่ายเบาๆเพื่อที่ต้องการจะเรียกสติให้กับชายหนุ่ม แต่การกระทำของเธอนั้นกลับทำให้ฮิบาริเริ่มควบคุมตนเองไม่อยู่


ไม่อยากยกเธอให้ใคร โดยเฉพาะกับผู้ชายคนนั้น


ดวงตาสีโกเมนเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อถูกมือแกร่งของอีกฝ่ายนั้นฉีกชุดยูคาตะของเธออย่างไร้ความปราณี หญิงสาวกำลังจะอ้าปากร้องห้ามแต่เสียงก็ขาดหายไปยามเมื่อถูกทาบริมฝีปากลงมา ทั้งดุดัน...และรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะรับไหว มือทั้งสองพยายามทุบตีอีกฝ่ายจนเกิดเสียงโซ่กระทบกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฮิบาริหยุดแต่อย่างใด รอยแดงคล้ายกับกลีบกุหลาบถูกฝากฝังไปทั่วซอกคอเรียวระหงส์อย่างหวงแหน แต่ทันใดนั้นมัจจุราชหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ไหลเปื้อนใบหน้าเขา ฮิบาริค่อยๆถอยใบหน้าออกมา ภาพที่เขาเห็นกลับกลายเป็นมีดที่เสียดแทงหัวใจที่ด้านชา

                หยดน้ำตาใสไหลรินอาบปรางค์นวล ฮารุสะอื้นออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอยกแขนทั้งสองข้างปิดบังใบหน้าที่หวานช่ำ ไม่แม้แต่จะขัดขืน...เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ไร้ผล ชายคนนี้ไม่เคยสนใจความรู้สึกของเธอเลยสักครั้ง

ฮิบาริค่อยๆเอื้อมมือไปดึงมือหญิงสาวออก เสียงทุ้มค่อยๆเอ่ยถาม "ร้องไห้ทำไมกัน?"

"แล้วฮิบาริซังทำแบบนี้ทำไมกันคะ?"สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ฮารุเองก็คิดไว้แล้วว่าคงขอเหตุผลอะไรจากชายคนนี้ไม่ได้ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน...คุณไม่เคยมีเหตุผลให้ฮารุเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"คุณเกลียดฮารุ ฮารุรู้ตั้งแต่วันแรกที่เราได้พบกัน อีกอย่างยังไงฮารุก็ต้องไปจากที่นี่ แล้วคุณจะทำแบบนี้ทำไมกัน..."


เกลียด....เกลียดคนเอาแต่ใจ....


"ฮิบาริซังไม่คิดว่าฮารุจะรู้สึกเจ็บบ้างเหรอคะ..."


แต่ทำไม.....

ทำไมฮารุถึงต้องรักเขาด้วย....?


"เท็ตสึบอกเรื่องนี้กับเธองั้นเหรอ?"เนิ่นนานอยู่หลายนาทีกว่าชายหนุ่มจะเอื้อนเอ่ย ฮารุส่ายหน้าเบาๆแล้วเช็ดน้ำตาตนเองเป็นครั้งสุดท้าย เธอค่อยๆเอื้อมมือไปกุมฝ่ามือที่ใหญ่กว่าของฮิบาริไว้อย่างอ่อนโยน


ถึงจะเกลียดสักแค่ไหน....แต่ฮารุก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงที่มีให้คุณได้


"ฮารุเคยคิดว่าฮิบาริซังใจร้ายพอๆกับคุณพ่อและคุณแม่....แต่ถ้าไม่ได้ฮิบาริซังฮารุก็คงไม่มีวันนี้ ถึงแม้แสงจากหน้าต่างบานเล็กๆที่ฮารุได้เห็นในทุกเช้ามันอาจไม่อบอุ่นเพียงพอ แต่ถ้าไม่มีฮิบาริซังฮารุก็คงไม่มีวันเห็นมันจนถึงวันนี้"ฮารุมองมือของฮิบาริที่ตนกำลังกุมไว้นั้นก็เพียงแต่ยิ้มออกมาจางๆ


มือนี้...มือที่ฮารุเคยกลัว แต่กลับเป็นมือที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ฮารุ


"ฮารุรู้ค่ะ...ว่าที่ฮิบาริซังดูแลฮารุมาโดยตลอดนั้นเป็นเพียงแค่หน้าที่"ถึงแม้คำพูดที่พุดออกไปนั้นจะทำให้เธอเจ็บปวดสักแค่ไหน แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าหวานนั้นก็ยังไม่จางหาย "ทุกคนต่างมีหน้าที่...และตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่ฮารุต้องทำหน้าที่ของฮารุแล้ว"

"ฮารุตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ฮารุจะไปพบคุณพ่อของฮิบาริซัง"

บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด นัยน์ตาของมัจจุราชหนุ่มนั้นเบิกกว้าง เขาไม่เคยนึกกลัวสิ่งอื่นใดมาก่อน แต่ตอนนี้ความรู้สึกที่เรียกว่าความกลัวนั้นค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้จิตใจของเขา

"...เธอรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา?"

"เธอจะให้ผมยอมรับเรื่องพรรค์นั้นงั้นเหรอ"

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเห็นว่าผมแค่ล้อเล่นงั้นเหรอ ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญกว่าอะไรเป็นไหนๆ แต่ผมกลับยึดติดกับเธอ....แต่เธอกลับ...ทำแบบนี้งั้นเหรอ....


มันไม่ตลกเลยนะ


"แต่นั้นจะทำให้ฮิบาริซังมีปัญหากับคุณพ่อ ฮารุไม่อยากเป็นภาระของฮิบาริซังนะคะ ให้ฮารุได้ทำอะไรเพื่อฮิบาริซังบ้างเถอะค่ะ"รอยยิ้มแสนขมขื่นนั่นช่างไม่เข้ากับเธอเหลือเกิน ทั้งๆที่อยากได้ยินเสียงเธอพูดมาโดยตลอด แต่ทำไมตอนนี้เขากลับไม่อยากได้ยินเธอพูดอะไรอีก

ไม่อยากให้เธอคิดแบบนั้น ไม่อยากให้คิดกับเขาแบบนั้น

"งั้นผมจะขอให้คุณทำอะไรบางอย่าง"ชายหนุ่มที่นิ่งไปพักใหญ่ค่อยๆเอ่ยขึ้น ฮารุรอฟังอีกฝ่ายโดยไม่ขัดขืน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั่นก็ทำให้เธอเบิกตากว้าง น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่น้ำตาในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศกเหมือนทุกครั้งที่เธอสูญเสีย

....และใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาก็พยักหน้ารับคำวิงวอนของซาตาน....












สายลมอ่อนๆพัดม่านปลิวไสว แสงแดดยามเช้าของฤดูหนาวลอดผ่านหน้าต่างบานเข้ามากระทบเปลือกตาคนตัวเล็กที่อยู่ในห้วงนิทรา แต่ไม่นานนักเจ้าของผมสั้นประคางก็ค่อยๆลืมตาขึ้นตื่นอย่างงัวเงีย ฮารุพบว่ามือของตนนั้นอบอุ่นอย่างประหลาดก็นึกแปลกใจ แต่เมื่อมองดีๆก็ทำให้ริมฝีปากอวบเผยรอยยิ้มออกมา

มือทั้งสองข้างนี้ไม่มีโซ่พันธนาการอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นแหวนเพชรเม็ดงามที่ประดับบนนิ้วนางซ้ายแทน  ฮารุหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเจ้าของมือที่กุมมือเธอไว้นั้นยังคงหลับสนิท แผงอกกว้างของชายหนุ่มนั้นมีเด็กชายตัวน้อยที่นอนซุกไออุ่นจากผู้เป็นพ่อ ฮารุมองใบหน้ายามหลับของพ่อลูกคู่นี้ก็ยิ้มออกมา


ฮารุเคยคิดว่าความรักนั้นช่างแสนขมขื่น...ฮารุไม่เคยได้รับความรักจากใครแม้แต่กระทั่งจากพ่อแม่ตัวเอง

ถึงใครต่อหลายคนจะบอกว่าคุณเหมือนปีศาจในร่างมนุษย์

แต่สำหรับฮารุ...คุณคือคือสิ่งที่ฮารุรักมากที่สุด

ขอบคุณนะคะ...ที่มอบสิ่งที่เรียกว่าความรักให้กับฮารุ

....ฮารุขอบคุณจริงๆ....










"คุซาคาเบะ เคียวยะหายไปไหน"

คุซาคาเบะเงียบแทนคำตอบ ดวงตาสีเข้มยังคงไม่ละสายตาไปจากนายใหญ่ของตน ถึงทุกทีเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งจากชายคนนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาต้องปกป้องสิ่งที่เขารัก แม้มันจะทำให้เขานั้นขัดใจผู้เป็นพ่อของนายตนสักแค่ไหนก็ตาม

ร่างสูงโปร่งเองก็ไม่ได้คิดหวังคำตอบอะไรแต่แรก เพราะหลายปีที่ผ่านมานี่คุซาคาเบะก็ไม่ยอมแม้แต่จะปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แว่นสายตาค่อยๆถอดออกแล้ววางลงบนหนังสือปกสีเลือดนกที่ประดับด้วยอักษรสีทองอย่างสวยงาม

"ให้ตายสิ ลูกชายคนนี้หัวดื้อเหมือนแม่มันไม่มีผิด"

คุซาคาเบะนิ่ง...ก่อนจะค่อยๆเอ่ยถาม

"ผมอยากจะถามคุณท่านมานานแล้วน่ะครับ....ว่าทำไมถึงต้องให้เก็บคุณฮารุไว้ตั้งแต่แรก ทั้งๆที่ทุกทีหากเป็นคุณท่านก็แค่จัดการไปแต่แรกก็สิ้นเรื่อง"


แค่จัดการ...ตามแบบคนไร้หัวใจอย่างคุณก็ไม่น่ายาก....เหมือนทุกทีที่ผ่านมา

แต่นี่กลับทำให้เขาแปลกใจ...ที่เลือกจะไว้ชีวิตเด็กตัวน้อยๆที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรในวันนั้นเอาไว้...จนถึงตอนนี้


ชายหนุ่มบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ยกมือขึ้นเท้าคาง เขาเปรยตามองลูกน้องคนสนิทของลูกชายตน

"คงสงสัยมานานแล้วสินะ....ว่าทำไมเคียวยะกับฉัน ถึงมีสีผมและสีตาไม่เหมือนกัน"

"ผมเคยเห็นคุณหญิงตามรูปวาดมาบ้าง คุณเคียวคงได้สีผมและสีตาจากคุณหญิง"คุซาคาเบะอธิบายตามความคิดของตนออกไป ก็ทำให้คนบนเก้าอี้ได้แต่พยักหน้าเบาๆ...เพราะคำพูดนั่นทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น


วันที่เขาได้ไปหาเด็กผู้หญิงคนนั้น.....เด็กผู้หญิงที่มีนามว่าฮารุ......


"ตอนฉันมองรอยยิ้มของเด็กคนนั้น มันเหมือนกับฉันได้เห็นรอยยิ้มของแม่ของเคียวยะอีกครั้ง"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเสียงเบาคล้ายกับเสียงลมยามฤดูหนาวที่ช่างแสนอ้างว้าง คุซาคาเบะได้แต่ยืนกำมือแน่น เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยถึงความรู้สึกที่แท้จริงของชายคนนี้ ไม่สิ...ไม่มีใครรู้เลยต่างหาก...

"คุณท่าน......"

รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง เขาเองก็ไม่ใช่พวกชอบให้ใครมาสงสารหรือเห็นใจซะด้วยสิ


ถึงจะอยากได้มาสักแค่ไหน...แต่คนที่เป็นพ่อนั้นจะต้องยอมเสียทุกอย่างและมอบให้ลูกตัวเองเสมอ.....


"ทำไงได้ล่ะ ฉันกับเจ้าลูกชายตัวดีต่างก็มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน ทั้งหน้าตา นิสัย...และชอบอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกันนี่"เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆพร้อมกับคำพูดที่ฟังดูน่าขบขัน แต่คุซาคาเบะรู้ดีว่ารอยยิ้มนั่นมันกลับเต็มไปด้วยแต่ความเศร้า


สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเมื่อก่อน...ตอนนี้....หรืออนาคตข้างหน้า....


ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นสีขาวของหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกบานกระจกใส ฤดูหนาวกลับมาเยือนอีกครั้ง....ฤดูหนาวที่ทำให้เขานึกถึงวันที่ได้พบกับกับเด็กสาวที่ชื่อว่าฮารุคนนั้น วันที่เขาไปหาเด็กสาวที่อยู่ในห้องขังเพียงลำพังภายใต้การดูแลของลูกชายของตน


กับคำสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าหากถึงเวลา....ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน....






'ฮารุชื่อว่าฮารุค่ะ ว่าแต่คุณลุงชื่ออะไรเหรอคะ?'



'อเลาดิ....ชื่อของฉันคืออเลาดิ อย่าลืมเสียล่ะเด็กน้อย'





Ⓔ  



━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━━╃╄━









จบไปอีกหนึ่งฟิคพิเศษ รออะไรกันรัวมือสิ!!//โดนปาข้าวของใส่

บอกตามตรงเลยว่ากว่าจะแต่งเสร็จนานมากเพราะเวลามานั่งปั่นนิยายแทบไม่มี แต่ก็อยากชดเชยที่อัพช้าบ้างไรบ้าง;;-;;

ฟิคนี้เป็นอีกฟิคหนึ่งที่ค้างอยู่ในสต๊อกค่ะ เคยคิดจะลงเป็นเรื่องยาวในเด็กดี แต่ก็ไม่อยากแต่งควบหลายเรื่องก็เลยเอามาตัดๆให้กลายเป็นฟิคพิเศษแทน55555555(อินี่เลวมาก) เวอร์ชั่นแบบยาวยังคงมีไม่หายไปไหนแต่ดูท่าจะไม่ได้ใช้อีกแล้ว แต่ก็ดีใจและสนุกมากๆค่ะที่ได้หยิบเรื่องนี้มาใช้! หวังว่ารีดจะชอบกันนะคะ

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่อ่านจนถึงตรงนี้ และขอบคุณมากๆค่ะที่คอยเป็นกำลังใจให้เราเสมอ หากมีคำตกหล่นประการใดต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ//กราบงามๆฉบับสตรีไทย






3 ความคิดเห็น:

  1. โอ๊ยยยย ฟิน แต่แอบเสียดายอเลาดิ มามะ มาแต่งกันนะเบ้บ จะมอบใจ ถวายไตกันเลยทีเดียว สนุกมากค่ะ ชอบมากกก

    ตอบลบ
  2. ฟินนนมากตอนเเรกเหมือน​ไม่สนอะ​เเต่ตอนท้าย​โครตฟินนนนนอ่ะน่ะ​ เเต่งอีกนะค่ะรออ่านนะ

    ตอบลบ
  3. ฟินมากค่ะ แบบกร้าวใจมาก ฮิบาริ เคียวยะคือสับมาก พีคตรงคุณพ่อนี่ล่ะค่ะ อ๊ายยยยยย ตอนแรกต่อต้านนะคะ ว่าพ่อต้องเป็นแบบไหน ถึงได้เถื่อนกับลูกขนาดนี้ พอเป็นปู่อเลาดี้ปุบ เกือบทิ้งเรือท่านฮิซะแล้ว ฮ่าๆ เรือบาปที่ขอได้ทั้งลูกทั้งพ่อเลยค่ะ >.,<\\\

    ตอบลบ